ข้อมูลองค์ความรู้โดย
ธนพล ต่อสิทธิเดชกุล
ตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ

การนำ Software CRM มาใช้'งานจริง (17)

ประเภทอุตสาหกรรม :   อิเล็กโทรนิคส์, เหล็ก, สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม, โรงแรมและรีสอร์ท, ไม้และเฟอร์นิเจอร์, ไฟฟ้า, พลาสติก, พลังงาน, ผลิตอาหาร, ชิ้นส่วนยานยนต์, จิวเวอรี่และเครื่องประดับ, เครื่องหนัง, เครื่องจักรกล, ค้าปลีก / ค้าส่ง

ประเภททางด้าน IT หลัก :   Enterprise Back Office
ประเภททางด้าน IT ย่อย :   CRM
  ลงข้อมูลเมื่อ 23:57:29 29/04/2011
  Page View (3127) แบ่งปัน

การบริหารสัญญาการบริการ

 

สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการใช้ระบบ CRM นอกจากการนำมาใช้ในด้านการตลาดและการขายแล้ว คือการนำ CRM มาใช้ในงานบริการ โดยมุ่งหวังที่ความพึงพอใจในการให้บริการที่ลูกค้าได้รับเพื่อให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ อยากจะใช้สินค้าหรือบริการของเราต่อไป ไม่เปลี่ยนไปใช้สินค้าขอ ง

คู่แข่ง และยังเป็นส่วนช่วยในการทำการตลาดแบบปากต่อปากให้กับเราได้อีกด้วย

 

ทำไมต้องเลือกลูกค้า

แน่นอนว่าเราไม่สามารถให้บริการให้กับลูกค้าทุกรายเท่ากันได้ เราต้องจัดสรรการให้บริการลูกค้าแต่ละระดับอย่างเหมาะสม จะช่วยให้คุณสามารถให้บริการลูกค้าราย ใหญ่ขอ งคุณได้อย่างประทับใจ โดยที่ลูกค้ารายเล็กก็ยังได้รับการบริการที่ดี อย่างไม่ขาดตกบกพร่องแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกค้าแต่ละรายต้องให้บริการมากน้อยแค่ไหน คุณสามารถดูได้ ที่สัญญาการให้บริการ (Service Contract) ที่ทำไว้เมื่อตอนที่ลูกค้าซื้อ สินค้า โดยในสัญญาดังกล่าวจะมี

ข้อมูลสินค้าและการบริการต่างๆ ที่ได้กำหนดไว้ตั้ง แต่วันที่ลูกค้าซื้อ สินค้ าไป เพื่อ ใช้อ้างอิงในการให้บริการ ว่าต้องออกไปให้บริการอะไรให้กับลูกค้าบ้าง ต้องไปเมื่อไหร่ กี่ครั้ง โดยอาจจะกำหนดแผน

คร่าวๆ ไว้ตอนทำสัญญาก่อน แล้วจึงกำหนดวันที่แน่นอนอีกครั้งตอนใกล้จะไปก็ได้ โดยสามารถตรวจสอบจำนวนครั้งและกำหนดวันที่ให้บริการได้ที่ Service Schedule

ในส่วนของพนักงานที่ให้บริการลูกค้าก็สามารถตรวจสอบจาก Service Schedule Calendarได้ว่าวันนี้จะต้องให้บริการลูกค้ารายไหนบ้าง ต้องให้บริการอะไรบ้าง และใช้ในก ารบันทึกผลการปฏิบัติงานได้ว่าได้ดำเนินการจนเรียบร้อยแล้วหรือไม่

 

สัญญาการบริการ (S ervice Contracts)

สัญญาการบริการเป็นสิ่งที่คุณและลูกค้าใช้เป็นหลักฐานเพื่อแสดงถึงข้อ ตกลงร่วมกันว่าหลังจากที่ลูกค้าซื้อ สินค้าของคุณไปแล้ว ลูกค้าจะได้รับบริการอะไรจากคุณบ้าง เช่น ก ารรับประกันสินค้า การออกไปบริการที่บริษัทลูกค้าตามจำนวนครั้งที่กำหนด โดยมีการกำหนดวันที่เริ่มต้นสิ้นสุด

ของสัญญา ไว้ตามระยะเวลาสัญญา เช่น 1 เดือน, 6 เดือน, 1 ปี เป็นต้น

ในสัญญาควรมีการกำหนด “รหัสการให้บริการ” (Service ID) สำหรับให้ลูกค้าใช้เป็นรหัสในการรับบริการหรือแจ้งปัญหา ใช้อ้างอิงข้อมูลของลูกค้า, สินค้าที่ซื้อ ไป หรือปัญหาที่ลูกค้าเคยแจ้งมาได้สะดวกและรวดเร็วขึ้นนอกจากนี้ยังสามารถใช้ตรวจสอบเงื่อนไขการบริการได้อีกด้วย

 

การอ้างอิงใบแจ้งหนี้กับสัญญาสัญญาการบริการ

ในการทำสัญญาการบริการคุณอาจจะอ้างอิงใบกำกับภาษี (Invoice) ของลูกค้าแต่ละราย ก็ได้ โดยให้ระบบดึงข้อมูลลูกค้าและสินค้าจากใบแจ้งหนี้มาใช้เป็นข้อมูลในการทำสัญญาได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาบันทึกข้อมูลใหม่ และลดโอกาสผิดพลาดที่เกิดจากการใส่ข้อมูลผิดลงได้

 

การกำหนดรายละเอียดการบริการ

คุณสามารถระบุรายละเอียดบริการที่ลูกค้าจะได้รับลงไปในสัญญาการบริการได้ตามที่คุณต้องการ ไม่ว่าจะเป็น รูปแบบการบริการ, จำนวนครั้งที่จะให้บริการ หรือระยะเวลาที่จะให้บริการนอกจากนี้ กรณีสัญญาการบริการดังกล่าวทำไว้กับสินค้าหลายชนิด คุณสามารถเจาะจงลงไปได้ว่าบริการที่คุณจัดให้นั้น เป็นบริการที่มีไว้สำหรับสินค้าไหน เพื่อป้ องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น

จากความเข้าใจผิด เช่น กรณีที่ลูกค้าซื้อ สินค้าของคุณ 2 รายการ และกำหนดวันที่ติดตั้ง ไว้คนละวันกันซี่งถ้าคุณระบุสินค้าที่จะติดตั้ง ในแต่ละวันไว้อย่างชัดเจน จะชว่ ยคุณลดปัญหาติดตั้ง สินค้าผิดได้สำหรับงานบริการที่ขึ้น อยู่กับการร้องขอจากลูกค้าหรือไม่สามารถกำหนดแผนล่วงหน้าได้ คุณอาจจะพบปัญหาว่าลูกค้าใช้บริการยังไม่ครบจำนวนสิทธิ์ที่ได้รับ คุณควรจะกำหนดนโยบายลงไปว่าจะให้นำสิทธิ์ดังกล่าวมาเพิ่มในการต่อสัญญาปีต่อไปได้หรือไม่เอาไว้ด้วย

 

ค่าต่อสัญญา การบริการ

สำหรับธุรกิจที่มีการต่ออายุสัญญาการบริการเป็นรายปี คุณสามารถกำหนดเงื่อนไขก ารต่อสัญญาไว้ล่วงหน้าได้ ว่าในปีหน้าจะคิดค่าต่อสัญญาเท่าไหร่ ตัวอย่างเช่น คุณอาจจะเก็บค่าบริการในปีแรก 40% เนื_องจากเป็นปีแรกและต้องจัดเจ้าหน้าที่ให้ไปพบลูกค้าอยู่บ่อยๆ แต่ในปีที่ 2 คุณอาจจะลดเหลือ 30% หรืออาจจะลดลงอีกในปีต่อไปเหลือเพียง 20% ตามความต้องการเรียกใช้บริการจากลูกค้าที่ลดลงหลังจากที่ลูกค้าคุ้นเคยกับสินค้าของคุณมากขึ้น ก็ได้

สำหรับการคำนวณค่าต่อสัญญานั้นคุณสามารถเลือกได้ว่าจะให้ระบบคำนวณจาก ยอดใด

เช่น คำนวณจากยอดรวมใบแจ้งหนี้ ก่อนหรือหลังจากการหักส่วนลด หรือจะใช้วิธีการกำหนดเองตามที่

ต้องการก็ได้

 

หมายกำหนดการบริกา (Service Schedule)

Service Schedule จะช่วยให้คุณวางแผนก ารบริก ารให้กับลูกค้าแต่ละราย ได้อ ย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำมาใช้ติดตามประวัติการให้บริการในแต่ละครั้งว่าเรียบร้อยดีหรือ ติดปัญหาอะไรอยู่หรือไม่ นอกจากนี้ยังสามารถนำมาใช้ตรวจสอบจำนวนครั้งในการให้บริการที่เหลือได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับการจัดทำ Service Schedule สามารถทำได้ตั้งแต่ตอนที่ทำสัญญา โดยคุณสามารถกำหนดรูปแบบการออกให้บริการไว้ก่อนได้ เช่น กำหนดว่าจะให้ออกไปบริการลูกค้าเดือนละ 1 ครั้ง ทุกวันจันทร์ ในสัปดาห์ที่ 2 ของแต่ละเดือน หลังจากนั้นระบบจะสร้าง Service Schedule สำ หรับลูกค้า

รายนี้ให้อัตโนมัติ โดยที่คุณสามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงวันที่ หรือเจ้าหน้าที่บริการให้ตรงตามที่ต้องการภายหลังได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

 

ปฏิทินการให้บริการ (Service Schedule Calendar)

หลังจากมีการกำหนด Service Schedule สำ หรับลูกค้าแต่ละราย แล้ว ระบบจะสร้าง “Service Activity” ของพนักงานบริการที่กำหนดไว้ให้อัตโนมัติ ซี่งจะช่วยให้พนักงานบริการสามารถดูแผนงานล่วงหน้าได้ว่าในแต่ละเดือนต้องออกไปให้บริการลูกค้ารายไหนบ้างในด้านของเจ้าหน้าที่รับเรื่องก็สามารถใช้ Service Schedule Calendar ในการจัดคิวได้ว่ามีพนักงานบริการท่านใดว่างและสามารถไปให้บริการลูกค้าที่แจ้งปัญหาเข้ามาได้อย่างสะดวก โดยสามารถดูตาม พนักงาน, ลูกค้า, สัญญาการบริการ หรือจะดูตามสถานะก็ได้

 

 

ปฏิทินวันหมดอายุสัญญา (Expired Contract Calendar)

คงจะดีไม่น้อยถ้าคุณรู้ล่วงหน้าว่าเดือนนี้มีลูกค้ารายใดบ้างที่สัญญาการบริการใกล้ จะครบกำหนดบ้าง เพราะการแจ้งให้ลูกค้าต่อสัญญาการบริการก่อนที่สัญญาจะครบกำหนดจะช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจต่อบริการกับเราได้ง่ายกว่าการแจ้งให้ลูกค้าต่อสัญญาการบริการหลังจากที่หมดอายุไปแล้วดังนั้นถ้าคุณปล่อยให้สัญญาหมดอายุไปโดยไม่มีการติดต่อลูกค้าเลย หรือขาดการติดต่อกับลูกค้าจน

นานนับปีแล้ว คงไม่ง่ายนักที่คุณจะชวนให้ลูกค้ากลับมาต่อสัญญากับคุณได้

นอกจากนี้การแจ้งเตือนลูกค้าเรื่องการต่อสัญญาการบริการไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้ลูกค้ามีเวลาในการจัดเตรียมเอกสารและส่งให้กับผู้บริหารของลูกค้าตัดสินใจ ซี่งขันB ตอนดังกล่าวอาจจะต้องใช้เวลาพอสมควรตัวอย่างเช่น กรณีที่เป็นสัญญาการบริการรายปี คุณอาจจะต้องแจ้งลูกค้าล่วงหน้า ครั้งแรก

ประมาณช่วง 2-3 เดือน เพื่อให้ลูกค้ารับรู้ และแจ้งลูกค้าอีกครั้ง ในช่วง 1 เดือน เพื่อชักชวนลูกค้าให้ต่อสัญญาหรือสอบถามความคืบหน้าในการต่อสัญญา หลังจากนั้นก็ควรมีการติดตามอยู่สม่ำเสมอจนกว่าลูกค้าจะตัดสินใจได้ว่าจะต่อหรือไม่ต่อสัญญาการบริการดังนั้นการใช้ Expired Contract Calendar ในการติดตามสัญญาการบริการที่ใกล้หมดอ ายุเป็นประจำทุกเดือน จะช่วยให้คุณรู้ได้ว่าลูกค้ารายใดใกล้จะหมดอายุสัญญาการบริการ เพื่อที่คุณจะได้

ชักชวนลูกค้าให้มาต่อสัญญาได้สะดวกขึ้น และยังช่วยลดโอกาสที่ลูกค้าจะเปลี่ยนใจจากคุณไปใช้บริการของคนอื่นลงได้

 

ใบแจ้งหนี้ค่าบริการ (Invoices of Maintenance)

การออกใบแจ้งหนี้ค่าบริการล่วงหน้าจะช่วยให้คุณสามารถติดตามการต่อสัญญาการบริการได้สะดวกขึ้น โดยใช้การอ้างอิงสัญญาฉบับเดิม แล้วแก้ไขช่วงวันที่ให้เป็นรอบบริการใหม่ แต่ถ้าลูกค้ายังไม่ได้ต่อสัญญาจนกระทั_งเลยกำหนดไปแล้ว เราควรส่งจดหมายแจ้งระงับก ารให้บริการเพื่อชี้แจงสาเหตุที่มีการระงับ และสิทธิ์ต่างๆที่ลูกค้าจะสูญเสียไป และปิดท้ายด้วยช่องทางในกลับมาก ารต่อสัญญาการบริการใหม่อีกครั้งนอกจากนี้สำหรับบางองค์กรที่ต้องการความยืดหยุ่นและรวดเร็วในก ารบริก ารอาจจะกำหนดให้หน่วยงานบริการเป็นผู้ออกใบแจ้งหนี้ค่าบริการเอง ซี่งระบบ CRM จะมีข้อมูลลูกค้า, สัญญาอัตราค่าบริการต่างๆ สำหรับใช้ออกใบแจ้งหนี้อยู่แล้ว ทำให้ไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องให้ฝ่ายบัญชีหรือฝ่าย

ธุรการก่อน ซี่งจะช่วยให้ลดความผิดพลาดและเวลาที่ใช้ไปกับงานทางด้ านเอ กสารและเพิ่มความคล่องตัวในการบริการลูกค้า

 

Contract Expired

กราฟแสดงจำนวนสัญญาที่จะหมดอายุในแต่ละเดือน เพื่อใช้วางแผนในการชักชวนลูกค้าให้ต่อสัญญา



องค์ความรู้ที่มีผู้อ่านมากสุด
การนำ Software CRM มาใช้'งานจริง (14)
การบริหารทีมขาย (2)

โดย... ธนพล ต่อสิทธิเดชกุล

การนำ Software CRM มาใช้'งานจริง (19)
การบริหารกระบวนการกระตุ้นการขาย (Campaign Management)

โดย... ธนพล ต่อสิทธิเดชกุล

การนำ Software CRM มาใช้'งานจริง (20)
การบริหารกระบวนการกระตุ้นยอดขาย 2 (Campaign Management 2)

โดย... ธนพล ต่อสิทธิเดชกุล

การนำ Software CRM มาใช้'งานจริง (13)
การบริหารทีมขาย

โดย... ธนพล ต่อสิทธิเดชกุล

การนำ Software CRM มาใช้'งานจริง (12)
การบริหาร Lead ด้วยSoftware CRM (3)

โดย... ธนพล ต่อสิทธิเดชกุล

การนำ Software CRM มาใช้'งานจริง (18)
การบริหารศูนย์บริการ (1)

โดย... ธนพล ต่อสิทธิเดชกุล

การนำ Software CRM มาใช้'งานจริง (2)
ประโยชน์ของ Software CRM

โดย... ธนพล ต่อสิทธิเดชกุล

การเลือกซื้อซอฟต์แวร์ ERP สำหร้บโรงงานอุตสาหกรรม
ในปัจจุบันซอฟต์แวร์บริหารจัดการองค์กร หรือ Enterprise Resource Planning นั้นขยายขอบเขตไปมาก และมีราคาค่าลิขสิทธิ์ และค่าบริการวางระบบที่ลดลงมามาก ในส่วนของโปรแกรมนั้นจะมีในส่วนของโปรแกรมบริหารลูกค้าสัมพันธ์(CRM) หรือโปรแกรมบริหารการขนส่ง(TMS) เพิ่มเข้ามาให้เห็นในท้องตลาดซึ่งทำให้การรวมศูนย์ของข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนกลยุทธ์องค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่ปัญหาที่มักจะทำให้เกิดอุปสรรคในการวางระบบส่วนใหญ่นั้นมักจะมาจากการวางระบบบริหารการผลิต(Manufacturing Resource Planning-MRP) เพราะลักษณะเฉพาะบางประการของการวางระบบนี้ซึ่งผู้ที่กำลังพิจารณาจัดซื้อโปรแกรมทางด้านนี้ต้องพิจารณาให้ดีก็คือ การบันทึกข้อมูลที่ต้องการความรวดเร็ว การนำข้อมูลมาบันทึกย้อนหลัง หรือบันทึกข้อมูลเข้าสู่โปรแกรมช้ามักไม่เกิดประโยชน์ในการใช้งานโปรแกรม แตกต่างจากโปรแกรมอื่นๆที่แม้บันทึกช้าไปบ้างก็ยังสามารถนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ได้ ในอนาคตองค์กรก็ต้องใช้งานระบบ ERP ทุกๆระบบอย่างสอดคล้องกันเพื่อผลลัพธ์ในการบริหารงานที่ดีที่สุดดังนั้นการเลือกซอฟต์แวร์ระบบก็ควรมองต่อไปข้างหน้าด้วยถึงการเชื่อมโยงกันของระบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นระบบ MRP, บัญชี-การเงิน, CRM, HRM, TMS ที่จะต้องนำมาเชื่อมต่อกันว่าการเลือกซอฟต์แวร์ที่มีความเป็นเนื้อเดียวกัน(คือข้อมูลที่ซ้ำซ้อนกันไม่ต้อง Import-Export files) ยิ่งระบบฐานข้อมูลเป็นเนื้อเดียวกันเท่าไรโอกาสในการทำงานซ้ำซ้อนก็จะลดลงมากเท่านั้น แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อม และงบประมาณขององค์กรนั้นๆด้วยว่าจะจัดซื้อซอฟต์แวร์ได้ในราคาเท่าใด คำถามที่อยากฝากไว้เวลาจะเลือกซื้อโปรแกรม MRP ก็คือ สำหรับโรงงานของเรานั้น หากโปรแกรมที่ซื้อมาบอกแต่ว่าจะต้องใช้วัสดุหรือวัตถุดิบเท่าไร แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเมื่อไรจะนำมาใช้งานจริงในองค์กรได้หรือไม่ และแม้ว่าเราจะทราบปริมาณสินค้าคงเหลือในสต็อกของเราทันตามเวลาที่เรากำหนด แต่ถ้าเราไม่ทราบว่าสินค้าที่เราทราบจำนวนสต็อกที่ถูกต้องแล้วนั้นมีใบสั่งงานหรือแผนการผลิตรอเบิกไปผลิตอีกเท่าไร หรือสินค้าสำเร็จรูปที่มีคำสั่งซื้อแล้วขาดแต่เพียงการจัดของขึ้นรถเพื่อส่งสินค้า เราจะใช้โปรแกรมนั้นๆ บริหารงานภายในโรงงานของเราจริงๆได้หรือไม่ การเลือกขึ้นระบบ หากไม่สามารถขึ้นระบบทุกระบบได้พร้อมๆกัน องค์กรจำเป็นต้องเลือกระบบใดระบบหนึ่งมาทำการวางระบบก่อนนั้นอาจพิจารณาความพร้อมภายในองค์กรได้ดังนี้ 1. ส่วนงานใดวิกฤตที่สุดมีความจำเป็นต้องทำระบบทันทีมิฉะนั้นจะเกิดปัญหาภายในองค์กร เช่นไม่สามารถจัดหาข้อมูลที่ถูกต้องมาจัดทำรายงาน หรือมาอ้างอิงในการทำงานได้เลย และส่งผลกระทบต่อการบริหารองค์กร 2. ศักยภาพการทำงานของหน่วยงานนั้นสู้คู่แข่งไม่ได้ เช่นคู่แข่งใช้โปรแกรม CRM แล้วสามารถรักษาลูกค้าเก่ารวมถึงลูกค้าใหม่ได้ดีกว่า หรือคู่แข่งใช้โปรแกรม MRP แล้วสามารถวางแผนการส่งสินค้าให้กับลูกค้าได้อย่างแม่นยำ รวมถึงสามารถเสนอราคาได้ดีกว่าที่เราทำ 3. มีงานซ้ำซ้อนกันมาก เช่น เอกสาร 1เอกสารต้องใช้คนบันทึก 3-4 คน(ฝ่ายผลิตบันทึก 1 ครั้ง, ฝ่ายสโตรบันทึก 1 ครั้ง, ฝ่ายบัญชีบันทึกอีก 1 ครั้ง) ทั้งๆที่เป็นข้อมูลเดียวกัน เป็นต้น จะยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้น เช่นหากต้องการวางระบบ ERP ของโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งประกอบด้วยโปรแกรมบัญชีการเงิน และโปรแกรม MRP แล้วโดยทั่วไปหากวางระบบบัญชีก่อนมักจะประสบปัญหาไม่สามารถทำสต็อก และต้นทุนของสินค้ากึ่งสำเร็จรูปออกมาได้เพราะขาดการ track ปริมาณสินค้ากึ่งสำเร็จรูปที่เกิดขึ้น และรอนำไปผลิตอยู่ซึ่งทำให้บัญชีต้องตีมูลค่าสินค้ากึ่งสำเร็จรูปทั้งหมดเป็น WIP(Work In Process) ทั้งๆที่จริงๆแล้วไม่ใช่ สินค้ากึ่งสำเร็จรูปที่ผลิตได้ในโรงงานหลายๆส่วนเป็นสินค้าประเภท common parts สามารถไปผลิตสินค้าสำเร็จรูปได้หลายรายการเราจึงผลิตสินค้ากึ่งสำเร็จรูปนี้ขึ้นมาเพื่อเก็บไว้เพื่อรอคำสั่งซื้อจึงผลิตต่อเป็นสินค้าสำเร็จรูปให้เสร็จ แต่เนื่องจากโปรแกรมบัญชีจะไม่ได้เก็บรายละเอียดในส่วนของขั้นตอนการผลิตจึงนำเสนอภาพของปริมาณสินค้าตรงนี้ได้ไม่ชัดเจน ดังนั้นเมื่อวางระบบบัญชีไปก่อนแล้วนั้น และกลับมาวางระบบบริหารการผลิตใหม่มักจะต้องปรับกระบวนการของการใช้งานโปรแกรมบัญชีเพื่อให้เข้ากับระบบบริหารการผลิต การเลือกผู้ให้บริการ ซอฟต์แวร์ระบบ ERP ที่เราเลือกซื้อมานั้นราคาไม่ใช่น้อยๆหากการวางระบบไม่เป็นผลสำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้อาจเป็นการสูญเสียทั้งเงิน และเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ดังนั้น ความสามารถของผู้ให้บริการวางระบบจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะนำพาโครงการให้ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งการพิจารณาง่ายๆเบื้องต้นมีดังนี้ 1. ความสามารถในการวิเคราะห์ระบบงานตั้งแต่ตอนคัดเลือกโปรแกรม โดยเราเป็นผู้กำหนด requirement ให้กับผู้ให้บริการเพื่อให้ผู้ให้บริการทำ Demo และแสดงความเข้าใจในระบบการทำงานของเราว่ามีมากน้อยเพียงใด 2. รูปแบบการให้บริการของผู้ให้บริการ ผู้ให้บริการบางรายสามารถรับประกันความสำเร็จให้กับลูกค้าได้ และให้คำมั่นสัญญาว่าจะดูแลคุณให้ใช้งานโปรแกรมให้ได้ แต่บางรายบอกดูแลไปเรื่อยๆ นี่ก็เป็นข้อแตกต่าง สุดท้ายนี้ขอให้ผู้ประกอบการทุกท่านสามารถเลือกระบบ ERP ที่เหมาะสมกับองค์กรของท่านเพื่อพัฒนาองค์กรของท่านให้ยั่งยืนและเป็นกำลังให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

โดย... ธนพล ต่อสิทธิเดชกุล

การนำ Software CRM มาใช้'งานจริง (15)
การบริหาร Internal Business Process ในการขาย

โดย... ธนพล ต่อสิทธิเดชกุล

การนำ Software CRM มาใช้'งานจริง (16)
การบริหาร Internal Business Process ในการขาย(2)

โดย... ธนพล ต่อสิทธิเดชกุล