ข้อมูลองค์ความรู้โดย
จรรรงค์ โมรา
ตำแหน่ง ผู้จัดการฝ่ายการเงิน

VISION ของนักบริหายุคไฮเทค

ประเภททางด้าน IT หลัก :   Human Resources
ประเภททางด้าน IT ย่อย :   Appointment Scheduling
  ลงข้อมูลเมื่อ 16:17:11 02/04/2011
  Page View (3004) แบ่งปัน

 

ในโอกาสการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2536  ของชมรมนักบริหารข้าราชการพลเรือนได้จัดให้มีการเสวนาพิเศษเรื่อง "VISION ของนักบริหารยุคไฮเทค" โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาคือ   ดร.รุ่ง แก้วแดง อธิบดีกรมการศึกษานอกโรงเรียน ศาสตราจารย์สุรศักดิ์ นานานุกุล ประธานกรรมการบริหารบริษัทเงินทุน บางกอกเงินทุน จำกัด และดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม ผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย    และนายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ รองเลขาธิการ ก.พ. เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ผู้เขียนเห็นว่าเนื้อหาในการเสวนามีสาระน่าสนใจและจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานด้านการวิเคราะห์ระบบงาน      และการจัดโครงสร้างส่วนราชการ จึงได้เรียบเรียงจากผลสรุปการเสวนาดังกล่าวมาเผยแพร่ต่ออีกทอดหนึ่ง สำหรับบุคลากรที่รับผิดชอบด้านนี้โดยตรงควรจะต้องทำความเข้าใจกับคำว่า "VISION" ให้มาก เนื่องจาก VISION      จะเป็นตัวกำหนดทิศทางเป้าหมาย บทบาทหน้าที่ของส่วนราชการนั้น    ที่จะทำให้อนาคตตลอดจนกำหนดกิจกรรม (MISSION) ที่จะต้องดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้เมื่อสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ชัดเจนก็จะนำไปสู่การจัด
โครงสร้างที่เหมาะสม การจัดอัตรากำลังที่สอดคล้องกัน          ซึ่งจะเอื้ออำนวยให้การใช้ทรัพยากรและงบประมาณของชาติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า   ดังนั้นท่านควรจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อคอยตอบคำถามว่า VISION ของหน่วยงานที่ท่านสังกัดอยู่คืออะไร
                ในการเสวนาได้แบ่งประเด็นการสนทนาเป็น 4 ส่วน โดยมีสาระสำคัญแต่ละส่วนดังนี้
                1. บทความ สังคมไทย ใช้คำว่า VISION กันในหลายความหมาย ในราชการใช้คำว่า  "มองอนาคต"  "การสร้างภาพอนาคต" ซึ่งจะเป็นเป้าหมายในการเดินทางไปสู่อนาคต    โดยวิธีการนำเอาระบบการวางแผนมาใช้ นักวิชาการได้บัญญัติศัพท์คำว่า VISION ไว้ต่างๆกัน คือ มโนทัศน์ วิสัยทัศน์ ญาณทัศน์ คำเรียกที่คุ้นเคยกันดี เช่น มองการณ์ไกล เล็งการณ์ไกล การมีหูตากว้างไกล   มีผู้เสนอให้ใช้คำว่า วิจารณ์ทัศน์ หรือวิจารณ์สมบัติ Tregor and Kepner อธิบายว่า VISION หมายถึง DESTINY หรือจุดหมายปลายทาง VISION หรือภาพอนาคต หมายถึงสิ่งที่อยากเห็นในอนาคตและเป็นสิ่งที่ดีกว่าเดิม
                โดยที่สังคมไทยศึกษาตำราตะวันตกมาก   การสร้างภาพอนาคตซึ่งเอาเกณฑ์ตะวันตกมาจับ การสร้างให้องค์กรก้าวหน้าในทางธุรกิจต้องการกำไรให้มากที่สุด การนำคำว่า VISION มาใช้ในสังคมไทย ควรเป็น VISION ที่ถูกต้องดีงามจึงควรใช้คำว่า สัมมนาวิชั่น ไม่ใช่สสร้างวิชั่นเพื่อตนเอง
               2. กรอบในการมอง VISION คำว่า VISION เป็นคำที่ใช้กันกว้างขวาง ในทัศนะหนึ่งอาจนำ VISION ไปใช้ 4 ระดับ คือ
                    2.1  ตัวเราเองมองภาพอนาคตเกี่ยวกับอาชีพการงานเป็นการมองเพื่อตนเอง    โดยการมองสภาพภายนอกรอบตัวหน้าที่การงานมีอะไรเปลี่ยนแปลงจะปฏิบัติอย่างไร
                    2.2  ตัวเราเองมองภาพอนาคตเกี่ยวกับตนเอง เป็นการมองภายใน   เป็นการมองสุขภาพร่างกายและจิตใจ จะพัฒนาร่างกายและจิตใจอย่างไร เป็นการย้อนดูจิตใจ ความผิดหวัง  ความสมหวังมีผลกระทบต่อจิตใจ     ตัวเราจะทำงานภายใต้ความเครียดอย่างไร จะแก้ปัญหาอย่างไร จะบริหารคุณภาพจิตอย่างไร
                    2.3  การมองภาพอนาคตเกี่ยวกับองค์การ เป็นการศึกษาระบบการบริหารที่เหมาะสมกับองค์การ เป็นการศึกษาให้รู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นที่มีผลกระทบต่อหน่วยงาน    เช่น ผลกระทบจากเทคโนโลยี ในการนี้จะบริหารงานอย่างไร
                    2.4  การมองภาพอนาคตเกี่ยวกับองค์การในระบบสังคมโลก (Globalization)   เป็นการ มองคู่แข่งขันบริษัทในประเทศใดก็ตาม ถ้าผลิตสินค้าคุณภาพดีกว่า ราคาถูกกว่า   จะทำให้คู่แข่งล้มไปได้ การมองภาพอนาคตจึงมององค์การในระบบสังคมโลกว่าจะบริหารอย่างไร   การศึกษาดูงานของนักบริหารก็เพื่อเอาบทเรียนมาใช้ SWOT Analysia เพื่อชี้ทิศทางให้คนอื่นทำ
                3. การสร้าง VISION มีประเด็นคำถามว่า VISION เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นได้หรือไม่หรือเป็นสิ่งติดตัวคนมาแต่เกืด ทำไมผู้นำประเทศบางคน จึงมีสายตาไกลเป็นพิเศษ 
                ในการสร้าง Vision นั้น จะต้องขจัดสิ่งที่เป็นปัญหาอุปสรรคสำคัญ    คือ การที่นักบริหารมักสร้างภาพลบหรือมีเจตคติในทางลบโดยคิดว่าเป็นไปไม่ได้   เปลี่ยนแปลงไม่ได้หรือไม่ยอมเปลี่ยนแปลงสิ่งที่สำคัญเบื้องต้นก็คือ การสร้างเจตคติว่า ทำได้ เปลี่ยนแปลงได้     ถ้าสิ่งที่คิดทำได้จริงคนส่วนใหญ่จะต้องเห็นนด้วย แต่การบริหารการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ยาก อาจต้องใช้เวลานับ 10 ปี ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความกล้า
                การสร้างสร้าง VISION นักบริหารจำเป็นต้องกำหนด FOCUS ให้ถูกจุดหรือถูกต้อง   วิธีการหนึ่งที่จะทำให้เกิด VISION ก็คือ การเปิดหูเปิดตาให้กว้าง และการรู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ในอีกทัศนะหนึ่งเชื่อว่า VISION    เป็นสิ่งที่สร้างได้ในภาคเอกชนนิยมใช้ที่ปรึกษา (Consultant) มาช่วยนำการสัมนาในกลุ่มนักบริหาร 5 - 10 คน เป็นการระดมความคิดหรือดึงความคิดออกมาให้เกิด VISION   อาจใช้เวลา 5 - 6 เดือน นักบริหารควรมองสภาวะแวดล้อมในระดับโลก   ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการบริหารในด้านการเมืองระหว่างประเทศ ในอดีตมีการแบ่งแยกโลกเป็น 2 ค่าย     คือ คอมมิวนิสต์ กับเสรีประชาธิปไตย ในปัจจุบันค่ายคอมมิวนิสต์กับเสรีประชาธิปไตย     ปัจจุบันค่ายคอมมิวนิสต์หมดสภาพไปในอนาคตมีการทำนายว่าจะแบ่งเป็น 2 ค่าย เช่นกัน คือ
                1. ประเทศกลุ่มยุโรป  (EU) อาจรวมโซเวียตด้วย
                2. ประเทศกลุ่มเอเชียแปซิฟิค (APEC) คือ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และประเทศในเอเซียนทั้ง 2 ค่าย จะแข่งขันชิงความได้เปรียบสถานการณ์จะเปลี่ยนจากสงครามเย็นเป็นสงครามเศรษฐกิจ
                ในด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศโลกจะมีตลาดเดียว สินค้าต่าง ๆ ราคาใกล้เคียงกันมิเช่นนั้นจะแข่งขันอยู่ไม่ได้ ตลาดการเงินจะมีการซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง ในด้านการผลิตสินค้าจะไม่มีสัญชาติการผลิตว่ามาจากประเทศไหน ประเทศต่าง ๆ จะผลิตองค์ประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งก่อนนำมาประกอบรวมกัน การแข่งขันจะรุนแรง ระบบอัตราภาษี และการส่งเสริมการลงทุน   จะมีผลต่อการได้เปรียบเสียเปรียบทางการค้าและการอุตสาหกรรม ถ้ากำหนดไม่ถูกต้องอุตสาหกรรมจะหนีไปประเทศอื่นส่วนหนึ่ง เพราะว่าข้อมูลข่าวสารมีการกระจายไปได้อย่างรวดเร็ว คนจะเปรียบเทียบความรวดเร็วของข่าวสารเป็นเพราะระบบเทคโนโลยีเจริญขึ้น โดยสรุปแล้ว VISION เป็นสิ่งที่สร้างได้ แต่โดยการเปลี่ยนแปลงในโลกเป็นไปอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องทบทวน VISION ตลอดเวลา เพราะสิ่งเหล่านี้จะมีผลกระทบต่อการบริหารและองค์การ
                4. VISION นักบริหารควรเป็นอย่างไร โดยเฉพาะภาพอนาคตของราชการเป็นสิ่งที่ตอบยากมาก ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงในทัศนะหนึ่ง อยากให้เน้นกระบวนการสร้าง VISION มากกว่าเนื้อหา (Content) นักบริหารควรรู้จักสร้างภาพอนาคต ซึ่งภาพอนาคตอาจเปลี่ยนไปตลอดเวลา สิ่งหนึ่งที่มองเห็นก็คือบทบาทของราชการจะลดน้อยลง แต่อาจไม่เป็นจริงทุกส่วนราชการ เช่น   การขยายการศึกษาภาคบังคับเป็น 12 ปี บทบาทภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการคงจะไม่ลดลงอย่างไรก็ตาม    ในอนาคตราชการจะต้องมีการ Privatization มากขี้นและทำอะไรด้วยความไม่โปร่งใสไม่ให้ประชาชนรู้คงจะทำได้ยาก ดังนั้น จำเป็นต้องเตรียมรับในเรื่องนี้ รัฐคงจะไม่สามารถเข้าไปกำหนดควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้มาก เช่น   อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา แต่จะต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ในยุคไฮเทคที่มีการแข่งขันสูง    สอนบทเรียนว่าใครจะอยู่รอดต้องมีประสิทธิภาพสูงสุด สินค้าต้องดี การบริหารดี     กิจการจึงจะอยู่ได้จำเป็นต้องมีแนวคิดเรื่อง P C D S (Product, Cost, Delivery, and Safety) แนวความคิดที่ว่าประชาชน คือ ลูกค้าจะต้องเกิดขึ้น ถึงเวลาแล้วที่ราชการจะต้องให้บริการที่ดีที่สุด   ส่งมอบบริการที่ดีและรวดเร็วและราคาถูกที่สุด (ค่าใช้จ่ายต่ำ) กับประชาชน ภาพอนาคตที่ราชการควรคำนึงให้มากก็คือ   การจัดการกับระบบข้อมูล ราชการจำเป็นต้องคำนึงว่าจะ integrete ระบบข้อมูลในราชการทั้ง 76 จังหวัด ได้หรือไม่ แต่ละจังหวัดต้องการข้อมูลอะไรบ้างในอนาคต การสั่งงานในระบบ On line จะเกิดขึ้นเพราะประหยัดเวลาปัญหาที่มองเห็นก็คือระบบคอมพิวเตอร์ที่ล้ำสมัยกับทันสมัย จะเชื่อมกันยาก สรุปก็คือจะต้องเชื่อมโยง (integrete)   ข้อมูลและใช้ประโยชน์จากข้อมูลให้ได้ (Utilize)
                จากหนังสือ The Third Wave ได้กล่าวว่าเราผ่านคลื่นมา 3 ลูก คือ
                1. คลื่นลูกแรก คือ การพัฒนาความเจริญด้านเกษตรกรรม มหาอำนาจ คือ     ผู้ที่มีที่ดินมากเพื่อทำการเกษตร
                2. คลื่นลูกที่สอง คือ การพัฒนาอุตสาหกรรม   ผู้ที่มีเครื่องจักรและวัตถุดิบในการผลิตมากจะเอาชนะผู้ที่มีที่ดินมาก ๆ ได้
                3. คลื่นลูกที่สาม คือ    โลกยุคปัจจุบันซึ่งเป็นยุคคอมพิวเตอร์และระบบข่าวสารคอมพิวเตอร์เป็นของราคาถูก ผู้ที่มีสมองสามารถคิดออกแบบ    จัดการทำงานการผลิตได้ดีจะเป็นผู้มีอำนาจและได้เงินมากที่สุด
                ส่วนโลกในคลื่นยุคที่สี่    และคลื่นยุคที่ห้าจะเป็นอย่างไรมีหนังสือบางเล่มกล่าวว่าคลื่นยุคที่สี่จะเป็นโลกหุ่นยนต์ ห้องทดลองจะสร้างมนุษย์จากหลอด เป็นมนุษย์สมองโตสำหรับคิด      มนุษย์แข็งแรงสำหรับการเป็นผู้ใช้แรงงาน วิทยาศาสตร์จะเข้ามาในชีวิตมนุษย์มากขึ้น ดังนั้น  โลกในคลื่นยุคที่ห้า จะเป็นเรื่องของการกลับไปสู่ธรรมชาติ ผู้เข้าร่วมเสวนาเสนอความเห็นว่าในราชการไทย    ได้มีความพยายามในการมองอนาคตเช่นกัน แต่อาจไม่มีการประกาศหรือบันทึกไว้ชัดเจนตัวอย่างเช่น แทนที่จะใช้คำว่า ViSION กรมสรรพากร ใช้คำว่า จุดมุ่งหมาย ในปัจจุบันและอนาคต ในปัจจุบันประเทศไทยเปลี่ยนฐานะจากการ import เป็นการ Export สินค้าต่างประเทศกรมสรรพากรจึงเกิดแนวความคิดว่าจะตามทันการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เช่น การเปลี่ยนวิธีการยื่นแบบให้เจ้าหน้าที่ เป็นให้ผู้เสียภาษีประเมินตัวเอง (Self-Assessment) โดยเฉพาะกรมสรรพากรมีแนวคิดว่า จะต้องปรับอัตราภาษีและวิธีการให้ผู้เสียภาษีเสียภาษีอย่างยุติธรรม จะต้องลดต้นทุน (ค่าใช้จ่าย) ในการตรวจสอบ จึงได้พยายามกำหนด VISION STATEMENT   ว่า จะเก็บภาษีด้วยต้นทุนที่ต่ำทั้งผู้เสียภาษีและรัฐบาล หมายความว่าอัตราภาษีต้องเหมาะสม      ต้องเสียภาษีด้วยความสมัครใจต้องปรับปรุงการบริการผู้เสียภาษี โดยใช้ครื่องมือทันสมัย เช่น คอมพิวเตอร์
                เลขาธิการ ก.พ. ในฐานะประธานชมรมนักบริหารข้าราชการพลเรือน    ได้ให้ข้อคิดเห็นว่าในอนาคตระบบราชการไทยจะต้องเล็กลงและเรียบง่าย จากการประชุมสัมนาระหว่างประเทศ   มีการพูดกันมากในเรื่องต่าง ๆ 3 ประเด็น ซึ่งต่อไปการฝึกอบรมสัมนาจะต้องคิดถึงเรื่อง ดังกล่าว คือ
                1.Internationalization
                2.Decentralization
                3.Privatization
                นอกจากนี้ยังมีการอภิปรายเพิ่มเติมจากผู้เข้าร่วมสัมมนา ในประเด็นเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนการมองภาพอนาคต (VISION)          ไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมเพื่อประโยชน์ในการบริหารว่าควรจะพิจารณาองค์ประกอบอะไรและทำอย่างไรจึงจะสำเร็จ ซึ่งผู้เข้าสัมมนาเห็นว่า  องค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้เกิดการนำภาพอนาคตไปสู่การปฏโิบัติที่เป็นรูปธรรมควรมีดังนี้  
                1. นโยบายและแผนงานที่ชัดเจน    เป็นไปอย่างมีระบบและประสานประโยชน์ตามนโยบายและแผนอย่างจริงจัง
                2. การปรับเปลี่ยนผู้บริหารได้ง่าย เช่นเดียวกับภาคเอกชนในกรณีที่บริหารงานผิดพลาดหรือเป็นผู้ที่ขาดความก้าวหน้า
                3. ใช้เครื่องมือเครื่องใช้เทคนิคการปรับปรุงงาน   เช่นเดียวกับภาคเอกชนเพื่อทำงานให้รวดเร็วและลดขั้นตอนในการทำงาน
                4. การพัฒนาเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีทัศนคติที่ดีต่อหน่วยงาน       ตลอดจนการปรับทัศนคติข้าราชการให้เป็นผู้รับใช้ประชาชนมากกว่าเป็นผู้ปกครองหรือเป็นนาย และให้มีจิตสำนึกรับผิดชอบงานและสังคม
                5. การใช้เทคนิควิชาการบริหาร (Management Technique) มาช่วยในการบริหาร
                6. การใช้ความรู้เฉพาะสาขา     (Professional) เพื่อปฏิบัติงานให้ได้ผล
                7. การใช้เทคนิคอื่น ๆ ประกอบการบริหารให้เป็นผลสำเร็จ
                8. การให้ความรู้ ข่าวสาร ที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกแก่ผู้ที่อยู่ในสังคมเมืองในภูมิภาคควรมีนโยบายในการกระจายอำนาจ ทั้งการกระจายงานและกระจายเงิน พื่อพัฒนาระบบบริหารราชการ
                9. การปรับองค์กร โครงสร้างและกำลังคนของหน่วยงานให้กระทัดรัดและคล่องตัวเหมาะสมกับภาระหน้าที่ขององค์กรและสภาพปัจจุบัน  พึ่งเปิดโอกาสให้เอกชนมีส่วนร่วมในการบริหารราชการ
               10. การปรับปรุงกฎหมาายและระเบียบให้สามารถปฏิบัติได้คล่องตัวและรวดเร็ว
ที่มา:  http://www.moe.go.th/

ในโอกาสการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2536  ของชมรมนักบริหารข้าราชการพลเรือนได้จัดให้มีการเสวนาพิเศษเรื่อง "VISION ของนักบริหารยุคไฮเทค" โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาคือ   ดร.รุ่ง แก้วแดง อธิบดีกรมการศึกษานอกโรงเรียน ศาสตราจารย์สุรศักดิ์ นานานุกุล ประธานกรรมการบริหารบริษัทเงินทุน บางกอกเงินทุน จำกัด และดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม ผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย    และนายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ รองเลขาธิการ ก.พ. เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ผู้เขียนเห็นว่าเนื้อหาในการเสวนามีสาระน่าสนใจและจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานด้านการวิเคราะห์ระบบงาน      และการจัดโครงสร้างส่วนราชการ จึงได้เรียบเรียงจากผลสรุปการเสวนาดังกล่าวมาเผยแพร่ต่ออีกทอดหนึ่ง สำหรับบุคลากรที่รับผิดชอบด้านนี้โดยตรงควรจะต้องทำความเข้าใจกับคำว่า "VISION" ให้มาก เนื่องจาก VISION      จะเป็นตัวกำหนดทิศทางเป้าหมาย บทบาทหน้าที่ของส่วนราชการนั้น    ที่จะทำให้อนาคตตลอดจนกำหนดกิจกรรม (MISSION) ที่จะต้องดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้เมื่อสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ชัดเจนก็จะนำไปสู่การจัด

โครงสร้างที่เหมาะสม การจัดอัตรากำลังที่สอดคล้องกัน          ซึ่งจะเอื้ออำนวยให้การใช้ทรัพยากรและงบประมาณของชาติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า   ดังนั้นท่านควรจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อคอยตอบคำถามว่า VISION ของหน่วยงานที่ท่านสังกัดอยู่คืออะไร

 

                ในการเสวนาได้แบ่งประเด็นการสนทนาเป็น 4 ส่วน โดยมีสาระสำคัญแต่ละส่วนดังนี้

                1. บทความ สังคมไทย ใช้คำว่า VISION กันในหลายความหมาย ในราชการใช้คำว่า  "มองอนาคต"  "การสร้างภาพอนาคต" ซึ่งจะเป็นเป้าหมายในการเดินทางไปสู่อนาคต    โดยวิธีการนำเอาระบบการวางแผนมาใช้ นักวิชาการได้บัญญัติศัพท์คำว่า VISION ไว้ต่างๆกัน คือ มโนทัศน์ วิสัยทัศน์ ญาณทัศน์ คำเรียกที่คุ้นเคยกันดี เช่น มองการณ์ไกล เล็งการณ์ไกล การมีหูตากว้างไกล   มีผู้เสนอให้ใช้คำว่า วิจารณ์ทัศน์ หรือวิจารณ์สมบัติ Tregor and Kepner อธิบายว่า VISION หมายถึง DESTINY หรือจุดหมายปลายทาง VISION หรือภาพอนาคต หมายถึงสิ่งที่อยากเห็นในอนาคตและเป็นสิ่งที่ดีกว่าเดิม

                โดยที่สังคมไทยศึกษาตำราตะวันตกมาก   การสร้างภาพอนาคตซึ่งเอาเกณฑ์ตะวันตกมาจับ การสร้างให้องค์กรก้าวหน้าในทางธุรกิจต้องการกำไรให้มากที่สุด การนำคำว่า VISION มาใช้ในสังคมไทย ควรเป็น VISION ที่ถูกต้องดีงามจึงควรใช้คำว่า สัมมนาวิชั่น ไม่ใช่สสร้างวิชั่นเพื่อตนเอง

               2. กรอบในการมอง VISION คำว่า VISION เป็นคำที่ใช้กันกว้างขวาง ในทัศนะหนึ่งอาจนำ VISION ไปใช้ 4 ระดับ คือ

                    2.1  ตัวเราเองมองภาพอนาคตเกี่ยวกับอาชีพการงานเป็นการมองเพื่อตนเอง    โดยการมองสภาพภายนอกรอบตัวหน้าที่การงานมีอะไรเปลี่ยนแปลงจะปฏิบัติอย่างไร

                    2.2  ตัวเราเองมองภาพอนาคตเกี่ยวกับตนเอง เป็นการมองภายใน   เป็นการมองสุขภาพร่างกายและจิตใจ จะพัฒนาร่างกายและจิตใจอย่างไร เป็นการย้อนดูจิตใจ ความผิดหวัง  ความสมหวังมีผลกระทบต่อจิตใจ     ตัวเราจะทำงานภายใต้ความเครียดอย่างไร จะแก้ปัญหาอย่างไร จะบริหารคุณภาพจิตอย่างไร

                    2.3  การมองภาพอนาคตเกี่ยวกับองค์การ เป็นการศึกษาระบบการบริหารที่เหมาะสมกับองค์การ เป็นการศึกษาให้รู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นที่มีผลกระทบต่อหน่วยงาน    เช่น ผลกระทบจากเทคโนโลยี ในการนี้จะบริหารงานอย่างไร

                    2.4  การมองภาพอนาคตเกี่ยวกับองค์การในระบบสังคมโลก (Globalization)   เป็นการ มองคู่แข่งขันบริษัทในประเทศใดก็ตาม ถ้าผลิตสินค้าคุณภาพดีกว่า ราคาถูกกว่า   จะทำให้คู่แข่งล้มไปได้ การมองภาพอนาคตจึงมององค์การในระบบสังคมโลกว่าจะบริหารอย่างไร   การศึกษาดูงานของนักบริหารก็เพื่อเอาบทเรียนมาใช้ SWOT Analysia เพื่อชี้ทิศทางให้คนอื่นทำ

                3. การสร้าง VISION มีประเด็นคำถามว่า VISION เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นได้หรือไม่หรือเป็นสิ่งติดตัวคนมาแต่เกืด ทำไมผู้นำประเทศบางคน จึงมีสายตาไกลเป็นพิเศษ 

                ในการสร้าง Vision นั้น จะต้องขจัดสิ่งที่เป็นปัญหาอุปสรรคสำคัญ    คือ การที่นักบริหารมักสร้างภาพลบหรือมีเจตคติในทางลบโดยคิดว่าเป็นไปไม่ได้   เปลี่ยนแปลงไม่ได้หรือไม่ยอมเปลี่ยนแปลงสิ่งที่สำคัญเบื้องต้นก็คือ การสร้างเจตคติว่า ทำได้ เปลี่ยนแปลงได้     ถ้าสิ่งที่คิดทำได้จริงคนส่วนใหญ่จะต้องเห็นนด้วย แต่การบริหารการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ยาก อาจต้องใช้เวลานับ 10 ปี ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความกล้า

                การสร้างสร้าง VISION นักบริหารจำเป็นต้องกำหนด FOCUS ให้ถูกจุดหรือถูกต้อง   วิธีการหนึ่งที่จะทำให้เกิด VISION ก็คือ การเปิดหูเปิดตาให้กว้าง และการรู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ในอีกทัศนะหนึ่งเชื่อว่า VISION    เป็นสิ่งที่สร้างได้ในภาคเอกชนนิยมใช้ที่ปรึกษา (Consultant) มาช่วยนำการสัมนาในกลุ่มนักบริหาร 5 - 10 คน เป็นการระดมความคิดหรือดึงความคิดออกมาให้เกิด VISION   อาจใช้เวลา 5 - 6 เดือน นักบริหารควรมองสภาวะแวดล้อมในระดับโลก   ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการบริหารในด้านการเมืองระหว่างประเทศ ในอดีตมีการแบ่งแยกโลกเป็น 2 ค่าย     คือ คอมมิวนิสต์ กับเสรีประชาธิปไตย ในปัจจุบันค่ายคอมมิวนิสต์กับเสรีประชาธิปไตย     ปัจจุบันค่ายคอมมิวนิสต์หมดสภาพไปในอนาคตมีการทำนายว่าจะแบ่งเป็น 2 ค่าย เช่นกัน คือ

                1. ประเทศกลุ่มยุโรป  (EU) อาจรวมโซเวียตด้วย

                2. ประเทศกลุ่มเอเชียแปซิฟิค (APEC) คือ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และประเทศในเอเซียนทั้ง 2 ค่าย จะแข่งขันชิงความได้เปรียบสถานการณ์จะเปลี่ยนจากสงครามเย็นเป็นสงครามเศรษฐกิจ

                ในด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศโลกจะมีตลาดเดียว สินค้าต่าง ๆ ราคาใกล้เคียงกันมิเช่นนั้นจะแข่งขันอยู่ไม่ได้ ตลาดการเงินจะมีการซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง ในด้านการผลิตสินค้าจะไม่มีสัญชาติการผลิตว่ามาจากประเทศไหน ประเทศต่าง ๆ จะผลิตองค์ประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งก่อนนำมาประกอบรวมกัน การแข่งขันจะรุนแรง ระบบอัตราภาษี และการส่งเสริมการลงทุน   จะมีผลต่อการได้เปรียบเสียเปรียบทางการค้าและการอุตสาหกรรม ถ้ากำหนดไม่ถูกต้องอุตสาหกรรมจะหนีไปประเทศอื่นส่วนหนึ่ง เพราะว่าข้อมูลข่าวสารมีการกระจายไปได้อย่างรวดเร็ว คนจะเปรียบเทียบความรวดเร็วของข่าวสารเป็นเพราะระบบเทคโนโลยีเจริญขึ้น โดยสรุปแล้ว VISION เป็นสิ่งที่สร้างได้ แต่โดยการเปลี่ยนแปลงในโลกเป็นไปอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องทบทวน VISION ตลอดเวลา เพราะสิ่งเหล่านี้จะมีผลกระทบต่อการบริหารและองค์การ

                4. VISION นักบริหารควรเป็นอย่างไร โดยเฉพาะภาพอนาคตของราชการเป็นสิ่งที่ตอบยากมาก ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงในทัศนะหนึ่ง อยากให้เน้นกระบวนการสร้าง VISION มากกว่าเนื้อหา (Content) นักบริหารควรรู้จักสร้างภาพอนาคต ซึ่งภาพอนาคตอาจเปลี่ยนไปตลอดเวลา สิ่งหนึ่งที่มองเห็นก็คือบทบาทของราชการจะลดน้อยลง แต่อาจไม่เป็นจริงทุกส่วนราชการ เช่น   การขยายการศึกษาภาคบังคับเป็น 12 ปี บทบาทภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการคงจะไม่ลดลงอย่างไรก็ตาม    ในอนาคตราชการจะต้องมีการ Privatization มากขี้นและทำอะไรด้วยความไม่โปร่งใสไม่ให้ประชาชนรู้คงจะทำได้ยาก ดังนั้น จำเป็นต้องเตรียมรับในเรื่องนี้ รัฐคงจะไม่สามารถเข้าไปกำหนดควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้มาก เช่น   อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา แต่จะต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ในยุคไฮเทคที่มีการแข่งขันสูง    สอนบทเรียนว่าใครจะอยู่รอดต้องมีประสิทธิภาพสูงสุด สินค้าต้องดี การบริหารดี     กิจการจึงจะอยู่ได้จำเป็นต้องมีแนวคิดเรื่อง P C D S (Product, Cost, Delivery, and Safety) แนวความคิดที่ว่าประชาชน คือ ลูกค้าจะต้องเกิดขึ้น ถึงเวลาแล้วที่ราชการจะต้องให้บริการที่ดีที่สุด   ส่งมอบบริการที่ดีและรวดเร็วและราคาถูกที่สุด (ค่าใช้จ่ายต่ำ) กับประชาชน ภาพอนาคตที่ราชการควรคำนึงให้มากก็คือ   การจัดการกับระบบข้อมูล ราชการจำเป็นต้องคำนึงว่าจะ integrete ระบบข้อมูลในราชการทั้ง 76 จังหวัด ได้หรือไม่ แต่ละจังหวัดต้องการข้อมูลอะไรบ้างในอนาคต การสั่งงานในระบบ On line จะเกิดขึ้นเพราะประหยัดเวลาปัญหาที่มองเห็นก็คือระบบคอมพิวเตอร์ที่ล้ำสมัยกับทันสมัย จะเชื่อมกันยาก สรุปก็คือจะต้องเชื่อมโยง (integrete)   ข้อมูลและใช้ประโยชน์จากข้อมูลให้ได้ (Utilize)

 

                จากหนังสือ The Third Wave ได้กล่าวว่าเราผ่านคลื่นมา 3 ลูก คือ

                1. คลื่นลูกแรก คือ การพัฒนาความเจริญด้านเกษตรกรรม มหาอำนาจ คือ     ผู้ที่มีที่ดินมากเพื่อทำการเกษตร

                2. คลื่นลูกที่สอง คือ การพัฒนาอุตสาหกรรม   ผู้ที่มีเครื่องจักรและวัตถุดิบในการผลิตมากจะเอาชนะผู้ที่มีที่ดินมาก ๆ ได้

                3. คลื่นลูกที่สาม คือ    โลกยุคปัจจุบันซึ่งเป็นยุคคอมพิวเตอร์และระบบข่าวสารคอมพิวเตอร์เป็นของราคาถูก ผู้ที่มีสมองสามารถคิดออกแบบ    จัดการทำงานการผลิตได้ดีจะเป็นผู้มีอำนาจและได้เงินมากที่สุด

                ส่วนโลกในคลื่นยุคที่สี่    และคลื่นยุคที่ห้าจะเป็นอย่างไรมีหนังสือบางเล่มกล่าวว่าคลื่นยุคที่สี่จะเป็นโลกหุ่นยนต์ ห้องทดลองจะสร้างมนุษย์จากหลอด เป็นมนุษย์สมองโตสำหรับคิด      มนุษย์แข็งแรงสำหรับการเป็นผู้ใช้แรงงาน วิทยาศาสตร์จะเข้ามาในชีวิตมนุษย์มากขึ้น ดังนั้น  โลกในคลื่นยุคที่ห้า จะเป็นเรื่องของการกลับไปสู่ธรรมชาติ ผู้เข้าร่วมเสวนาเสนอความเห็นว่าในราชการไทย    ได้มีความพยายามในการมองอนาคตเช่นกัน แต่อาจไม่มีการประกาศหรือบันทึกไว้ชัดเจนตัวอย่างเช่น แทนที่จะใช้คำว่า ViSION กรมสรรพากร ใช้คำว่า จุดมุ่งหมาย ในปัจจุบันและอนาคต ในปัจจุบันประเทศไทยเปลี่ยนฐานะจากการ import เป็นการ Export สินค้าต่างประเทศกรมสรรพากรจึงเกิดแนวความคิดว่าจะตามทันการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เช่น การเปลี่ยนวิธีการยื่นแบบให้เจ้าหน้าที่ เป็นให้ผู้เสียภาษีประเมินตัวเอง (Self-Assessment) โดยเฉพาะกรมสรรพากรมีแนวคิดว่า จะต้องปรับอัตราภาษีและวิธีการให้ผู้เสียภาษีเสียภาษีอย่างยุติธรรม จะต้องลดต้นทุน (ค่าใช้จ่าย) ในการตรวจสอบ จึงได้พยายามกำหนด VISION STATEMENT   ว่า จะเก็บภาษีด้วยต้นทุนที่ต่ำทั้งผู้เสียภาษีและรัฐบาล หมายความว่าอัตราภาษีต้องเหมาะสม      ต้องเสียภาษีด้วยความสมัครใจต้องปรับปรุงการบริการผู้เสียภาษี โดยใช้ครื่องมือทันสมัย เช่น คอมพิวเตอร์

 

                เลขาธิการ ก.พ. ในฐานะประธานชมรมนักบริหารข้าราชการพลเรือน    ได้ให้ข้อคิดเห็นว่าในอนาคตระบบราชการไทยจะต้องเล็กลงและเรียบง่าย จากการประชุมสัมนาระหว่างประเทศ   มีการพูดกันมากในเรื่องต่าง ๆ 3 ประเด็น ซึ่งต่อไปการฝึกอบรมสัมนาจะต้องคิดถึงเรื่อง ดังกล่าว คือ

                1.Internationalization

                2.Decentralization

                3.Privatization

 

                นอกจากนี้ยังมีการอภิปรายเพิ่มเติมจากผู้เข้าร่วมสัมมนา ในประเด็นเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนการมองภาพอนาคต (VISION)          ไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมเพื่อประโยชน์ในการบริหารว่าควรจะพิจารณาองค์ประกอบอะไรและทำอย่างไรจึงจะสำเร็จ ซึ่งผู้เข้าสัมมนาเห็นว่า  องค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้เกิดการนำภาพอนาคตไปสู่การปฏโิบัติที่เป็นรูปธรรมควรมีดังนี้  

                1. นโยบายและแผนงานที่ชัดเจน    เป็นไปอย่างมีระบบและประสานประโยชน์ตามนโยบายและแผนอย่างจริงจัง

                2. การปรับเปลี่ยนผู้บริหารได้ง่าย เช่นเดียวกับภาคเอกชนในกรณีที่บริหารงานผิดพลาดหรือเป็นผู้ที่ขาดความก้าวหน้า

                3. ใช้เครื่องมือเครื่องใช้เทคนิคการปรับปรุงงาน   เช่นเดียวกับภาคเอกชนเพื่อทำงานให้รวดเร็วและลดขั้นตอนในการทำงาน

                4. การพัฒนาเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีทัศนคติที่ดีต่อหน่วยงาน       ตลอดจนการปรับทัศนคติข้าราชการให้เป็นผู้รับใช้ประชาชนมากกว่าเป็นผู้ปกครองหรือเป็นนาย และให้มีจิตสำนึกรับผิดชอบงานและสังคม

                5. การใช้เทคนิควิชาการบริหาร (Management Technique) มาช่วยในการบริหาร

                6. การใช้ความรู้เฉพาะสาขา     (Professional) เพื่อปฏิบัติงานให้ได้ผล

                7. การใช้เทคนิคอื่น ๆ ประกอบการบริหารให้เป็นผลสำเร็จ

                8. การให้ความรู้ ข่าวสาร ที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกแก่ผู้ที่อยู่ในสังคมเมืองในภูมิภาคควรมีนโยบายในการกระจายอำนาจ ทั้งการกระจายงานและกระจายเงิน พื่อพัฒนาระบบบริหารราชการ

                9. การปรับองค์กร โครงสร้างและกำลังคนของหน่วยงานให้กระทัดรัดและคล่องตัวเหมาะสมกับภาระหน้าที่ขององค์กรและสภาพปัจจุบัน  พึ่งเปิดโอกาสให้เอกชนมีส่วนร่วมในการบริหารราชการ

               10. การปรับปรุงกฎหมาายและระเบียบให้สามารถปฏิบัติได้คล่องตัวและรวดเร็ว

 

 

ที่มา:  http://www.moe.go.th/

 



องค์ความรู้ที่มีผู้อ่านมากสุด
อีเธอร์เน็ต ( Ethernet)
อีเธอร์เน็ต ( Ethernet) เป็นชื่อเรียกวิธีการสื่อสารในระดับล่างหรือที่เราเรียกว่าโปรโตคอล ( Protocol) ของระบบ LAN ชนิดหนึ่งที่พัฒนาขึ้นโดย 3 บริษัทใหญ่คือบริษัท Xerox Corporation, Digital Equipment Corporation (DEC) และ Intel ในปี ค.ศ. 1976

โดย... จรรรงค์ โมรา

Routing Protocol
routing Protocol ความหมายของ routing protocol คือ Protocol ที่ ใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร Routing table โดยจะแลกเปลี่ยนข้อมูลของอุปกรณ์ที่ทำงานอยู่ในระดับ network layer

โดย... จรรรงค์ โมรา

โปรแกรมระบบเครื่อข่าย NetWare
NetWare เป็นโปรแกรมระบบปฏิบัติการเครือข่าย หรือ NOS = Network Operating System ของบริษัท โนเวลล์ อิงค์ ( Novell Inc. ) ซึ่งมักจะเรียกว่า Novell NetWare ซึ่งมีหลาย Version เช่น 2.15 , 3.11 , 3.12 , 4.0 , 4.11 , 4.12 , 5.0 , 6.0 เป็นต้น โดยมีการแบ่งออกเป็น 2 ส่วน

โดย... จรรรงค์ โมรา

การบริหารจัดการเวลา
เวลาเป็นทรัพยากรอย่างหนึ่ง ที่ติดตัวคนมาตั้งแต่เกิด คนเรามีเวลาคนละ 24 ชั่วโมงต่อหนึ่งวันเท่า ๆ กัน แต่คนทำงานจะประสบผลสำเร็จหรือมีประสิทธิผลได้ไม่เท่าเทียมกัน

โดย... จรรรงค์ โมรา

GDP และ GNP
หลักการจำง่าย ๆ ที่ใช้จำเพื่อแยกแยะความแตกต่างของ GDP และ GNP ก็คือ ให้จำตัวย่อตัวกลาง คือ “Domestic” และ “National” แปลว่า การคิดว่าเป็นมูลค่าของสินค้าและบริการเฉพาะที่อยู่ในประเทศ ไม่ต้องคิดว่าชาติใดเป็นผู้ผลิต

โดย... จรรรงค์ โมรา

โปรโตคอล (Protocol)
โปรโตคอล (Protocol) คือระเบียบพิธีการในการติดต่อสื่อสาร เมื่อมาใช้กับเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม จึงหมายถึงขั้นตอนการติดต่อสื่อสาร ซึ่งรวมถึง กฎ ระเบียบ และข้อกำหนดต่าง ๆ รวมถึงมาตรฐานที่ใช้ เพื่อให้ตัวรับและตัวส่งสามารถดำเนินกิจกรรมทางด้านสื่อสารได้สำเร็จ

โดย... จรรรงค์ โมรา

ภาพลักษณ์องค์กร
ในวงการธุรกิจจะรู้จักและคุ้นเคยกันดีในเรื่องภาพลักษณ์องค์การที่นำมาใช้เป็นเครื่องมือ ในการบริหารงานในหน่วยงานเป็นที่เชื่อถือ ได้รับการยอมรับ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักสำหรับในแวดวงราชการมีผู้นำแนวคิดภาพลักษณ์องค์การมาช่วยในการบริหารงาน เพื่อพัฒนาองคืการบ้างแล้วก่อนที่จะกล่าวลึกลงไป ในรายละเอียดนั้น ลองมาศึกษาคำว่า "ภาพลักษณ์" กันก่อน

โดย... จรรรงค์ โมรา

ความรู้เรื่อง อุปกรณ์ Backup เพื่อการสำรองข้อมูล
หากมองย้อนกลับไปสัก 4-5 ปีก่อน การพูดถึงฮาร์ดดิสก์ขนาดสัก 2 GB นั้นถือว่าเป็นแหล่งเก็บข้อมูลที่แสนจะเพียงพอสำหรับผู้ใช้โดยทั่วๆ ไปแล้ว เพราะไฟล์สมัยก่อน อาทิ ไฟล์เอกสารเวิร์ดเต็มที่ 50 หน้า ก็ขนาดไม่กี่ร้อย KB เท่านั้น หมายความว่าฮาร์ดดิสก์ 2 GB จะเก็บข้อมูลได้ถึง 2 พันล้านตัวอักษร หรือถ้าเป็นไฟล์เวิร์ดตามตัวอย่างก็ได้ถึง 20 ล้านไฟล์ด้วยกัน หลายท่านคิดว่า ยังไงก็ไม่มีวันใช้หมดเป็นแน่ ผ่านไปไม่นาน แหล่งเก็บข้อมูลขนาดนั้นกลายเป็นสิ่งที่กระจิริด ไปเสียแล้ว

โดย... จรรรงค์ โมรา

อยากได้งาน แต่ไม่มีประสบการณ์ทำไงดี ?
ตอนนี้ใกล้จบปีการศึกษาแล้ว เลยมีน้อง ๆ นักศึกษาเขียนเข้ามาถาม และเล่าให้ฟังว่าเขาได้เริ่มลองหางานที่สนใจในหน้าหนังสือพิมพ์แล้ว แต่บริษัทที่ประกาศรับสมัครพนักงานส่วนมากต้องการคนที่มีประสบการณ์ทั้งนั้น

โดย... จรรรงค์ โมรา

Internet Routing
Router เป็นงานที่สำคัญที่สุดจะได้รับแพ็กเก็ตที่ส่งไปยังเส้นทางที่ถูกต้อง โดยเส้นทาง packets อาจนำไปสู่การสูญเสียข้อมูล ไม่สอดคล้องตารางเส้นทางจะนำไปสู่เส้นทางวงและตในส่วนติดต่อระหว่างรอบติดกันสองถูกส่ง คนมากหวังว่าเราเตอร์ทั้งหมดจะมีลู่อย่างรวดเร็ว Convergence สามารถกำหนดเป็นทางการของวัดทั้งหมดเตอร์เครือข่ายดูเอกฉันท์ของความเร็วของหน่วย จะหวังว่าลู่มีขนาดเล็กมากเนื่องจากเราเตอร์นี้ในเครือข่ายแต่ละเครือข่ายแม้ใน topology

โดย... จรรรงค์ โมรา