ข้อมูลองค์ความรู้โดย
Web Master (IT)
ตำแหน่ง อาจารย์

การสื่อสารผ่านสายความเร็วสูง xDSL

ประเภททางด้าน IT หลัก :   Communications
ประเภททางด้าน IT ย่อย :   DSL
  ลงข้อมูลเมื่อ 13:34:52 14/07/2010
  Page View (2674) แบ่งปัน

การสื่อสารข้อมูล (Data Communications) ผ่านสาย (Fixed Line) มีความรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้งานระบบ อินเตอร์เนต (Internet) ที่มีความต้องการใช้งานเพิ่มมากสูงขึ้นทุกวัน ในอดีตการใช้งาน อินเตอร์เนต (Internet Access) โดยส่วนมากจะใช้คอมพิวเตอร์ต่อผ่านสายโทรศัพท์บ้าน (Fixed Line) และใช้ โมเด็ม โทรเรียกเข้าศูนย์ผู้ให้บริการ อินเตอร์เนต (Internet Service Provider: ISP) และคิดค่าบริการเป็นชั่วโมงหรือเป็นรายเดือน

การใช้ โมเด็ม โทรเรียกเข้าศูนย์บริการ ผ่านสายโทรศัพท์พื้นฐานแต่เดิมจะมีอัตราการส่งข้อมูลที่ 28.8 kbps (28.8 กิโลบิตต่อวินาที) ซึ่งสาเหตุที่ทำความเร็วในการรับส่งข้อมูลได้เพียง 28 กิโลบิต ต่อวินาที เท่านั้นเนื่องจากว่าสายโทรศัพท์พื้นฐานตามบ้านเดิม เป็นโครงข่ายที่ทำจาก ลวดทองแดง ซึ่งจากคุณสมบัติทางกายภาพ (Physical Property) ของลวดทองแดงนั้น สามารถอนุญาตให้สัญญาณทางไฟฟ้า ที่มีความถี่ไม่เกิน 28 กิโลเฮิร์ซ หรือ 28 กิโลบิตต่อวินาที เท่านั้น ผ่านไปได้ แต่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เทคโนโลยีโมเด็มได้ถูกพัฒนาให้สามารถส่งความเร็วข้อมูลเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าด้วยเทคโนโลยีการบีบอัดข้อมูล (Data Compression) สามารถส่งความเร็วได้สูงถึง 56 กิโลบิต ต่อวินาที

อย่างไรก็ตามในขณะที่เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ และซอฟท์แวร์ มีการพัฒนาสูงขึ้นเรื่อย และรวดเร็ว ซึ่งยังรวมถึง มีจำนวนข้อมูลที่จัดเก็บมากขึ้นไปด้วย ขณะเดียวกัน อินเตอร์เนต ก็จำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ในการใช้งานร่วมกัน และแน่นอนที่สุด จำนวนข้อมูลที่มากขึ้น แต่เทคโนโลยีที่ใช้ส่งผ่าน อินเตอร์เนต ยังมีความเร็วเท่าเดิม เนื่องจากข้อจำกัดของโครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐานเดิมที่มีอยู่ เป็น ทองแดง

จึงเกิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้ในการรับส่งข้อมูลผ่านสาย ทองแดง กันอย่างมากมายทั่วโลก โดยเริ่มเปลี่ยนแปลงเทคนิคการส่งข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ ซึ่งจากเดิม ใช้วิธีการแปลงสัญญาณ ดิจิตอล ไปเป็นสัญญาณเสียง (อนาลอก) ก่อนเพื่อส่งผ่านสายโทรศัพท์ เปลี่ยนมาเป็นวิธีการส่งสัญญาณ ดิจิตอลผ่านสายโทรศัพท์ ซึ่งเรียกว่า Digital Subscriber Line

Digital Subscriber Line หรือ DSL เป็น เทคโนโลยี ที่พัฒนาการรับส่งข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ธรรมดา ให้สามารถเชื่อมต่อ อินเตอร์เนต ความเร็วสูงได้

DSL สามารถรับส่งข้อมูลผ่าน อินเตอร์เนต ความเร็วสูงได้ตั้งแต่ 5 เม็กกะบิต ต่อวินาที จนกระทั่งถึง 100 เม็กกะบิต ต่อวินาที อีกทั้งยังมีข้อได้เปรียบจากเทคโนโลยี โมเด็ม แบบเดิมตรงที่สามารถเชื่อมต่อ อินเตอร์เนต ได้ตลอดเวลา (Always On) โดยไม่จำเป็นต้องโทรเรียกเข้าศูนย์ผู้ให้บริการและยังสามารถใช้โทรศัพท์ไปพร้อมกับการใช้ อินเตอร์เนตได้อีกด้วย

โดยที่ส่วนประกอบอุปกรณ์โครงข่ายที่จำเป็นต้องเปลี่ยน คือ ที่อุปกรณ์ของ (User) อุปกรณ์ข่ายสาย (Local Loop) และ ชุมสาย (Exchange)

DSL มีหลายชนิด โดยแบ่งชนิดตามความเร็วของ DSLแต่ละชนิดอาจจะมีความเร็ว ขาขึ้น (ไปยัง ISP) และความเร็วขาลง (จาก ISP มายังผู้ใช้บริการ) ไม่เท่ากัน โดยขึ้นอยู่กับ อุปกรณ์ที่ใช้ และระบบที่แตกต่างกันบริการ Digital Subscriber Line (xDSL) สรุปดังในตารางที่ 1 ( x แทนบริการ DSL ที่มีหลายประเภท ) ความแตกต่างของบริการแต่ละประเภทขึ้นอยู่กับลักษณะบริการ และความเร็วในการรับส่งข้อมูล

มารู้จักการทำงานของ (A) DSL กันก่อน

การเชื่อมต่อแบบ ADSL เป็นการเชื่อมต่อความเร็วสูงมากโดยใช้สายเดียวกันกับสายโทรศัพท์ปกติ ในการบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ผู้ให้บริการจะต้องติดตั้งอุปกรณ์รวมสัญญาณเรียกว่า DSLAM (DSL Access Multiplexer) ไว้ในชุมสายที่ให้บริการ เพื่อรวมสัญญาณจากผู้ใช้งานในชุมสายโทรศัพท์ จากนั้นข้อมูลจะถูกส่งผ่านเครือข่ายดิจิตอลความเร็วสูง ไปยังศูนย์กลางของผู้ให้บริการ และผู้ให้บริการ ADSL ก็จะเชื่อมต่อไปยังผู้ให้บริการข้อมูล (Service Provider) เช่น ISP หรือเครือข่ายขององค์กร

จากรูปจะเห็นว่าเทคโนโลยี ADSL สามารถประยุกต์ใช้งานการให้บริการต่าง ๆ กับลูกค้า ทั้งที่เป็นบุคคลและลูกค้าองค์กร ได้โดยไม่ต้องเดินสายใหม่การเชื่อมต่อจะผ่านสายโทรศัพท์ธรรมดา จึงง่ายต่อการติดตั้ง และยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบ LAN ของบริษัทโดยผ่าน ADSL Router Modem ที่มีความสามารถของ Router และ Modem ในตัวเดียวกัน และมีระบบ Multi-service ที่ ช่วยให้ผู้ใช้งาน สามารถเลือกใช้บริการให้ตรงกับความ ต้องการของผู้ใช้ได้ เช่น ต้องการค้นหาข้อมูล ก็เลือกใช้บริการ Fast Internet หรือ บริการ Education เป็นต้น

เทคนิคการเข้ารหัสสัญญาณ (Modulation Technique)

เนื่องจาก ADSL ใช้เทคนิคการเข้ารหัสสัญญาณ (Modulation) บนย่านความถี่ที่สูงกว่าการใช้งานโทรศัพท์ที่ใช้ย่านความถี่ที่ 0 - 4 kHz โดยจะเข้ารหัสสัญญาณที่ย่านความถี่ตั้งแต่ 30 kHz - 1.1 MHz โดยมีวิธีการเข้ารหัสสัญญาณ 2 วิธี คือ CAP (Carrier less Amplitude/Phase) และ DMT (Discrete Multi-Tone) ทำให้ขณะทำการรับ-ส่งข้อมูลด้วย ADSL จึงสามารถใช้โทรศัพท์ได้ตามปกติ โดยมีอุปกรณ์ Pots Splitter ที่ช่วยในการแยกย่านความถี่ของข้อมูลและ ความถี่ในการใช้โทรศัพท์ออกจากกัน

CAP เป็นเทคนิคที่มีการแบ่งย่านความถี่ออกเป็น 3 ช่วงกว้างๆ คือ Uplink (ส่งข้อมูล) Downlink (รับข้อมูล) และ Pots (ย่านความถี่โทรศัพท์) คือ: แถบสำหรับสัญญาณเสียงใช้แถบความถี่ ตั้งแต่ช่วง 0 ถึง to 4 กิโลเฮิร์ซ เช่นเดียวกับที่ใช้ในวงจร POTS แถบช่องสัญญาณ Upstream (ใช้ส่งจากผู้ใช้ไปที่ Server) ใช้ความกว้างของแถบสัญญาณ ตั้งแต่ 25 ถึง 160 KHz. และแถบช่องสัญญาณ downstream (จาก server ไปผู้ใช้) เริ่มตั้งแต่ 240 KHz ถึงความถี่สูงสุดที่เป็นไปได้ซึ่งจะขึ้นอยู่กับคุณภาพคู่สาย ระยะทาง อุปกรณ์ แต่มักจะสูงสุดได้ประมาณ 1.5 MHz ระบบนี้มีข้อดีคือแถบสัญญาณแยกกันห่างมากทำให้ลดการรบกวนระหว่างสายหรือระหว่างแถบสัญญาณ

ในขณะที่ DMT จะแบ่งแต่ละช่วงความถี่ออกเป็นช่วงเล็กๆ หลายๆช่องสัญญาณโดยไม่แยกระหว่างข้อมูล upstream หรือ downstream หรือ เรียกว่า Bin โดยแบ่งข้อมูลแต่ละ Bin เป็นความกว้าง 4 KHz จำนวน 247 ช่องสัญญาณ. ทำให้สามารถเลือกย่านความถี่ที่เหมาะสม กับสภาพแวดล้อมและคุณภาพสายในขณะนั้นได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นมาตรฐานการเข้ารหัสสัญญาณของ ADSL ในปัจจุบัน

Pots Splitter

Pots Splitter จะกรองสัญญาณความถี่สูงออกจากสัญญาณความถี่ต่ำ (สัญญาณโทรศัพท์) โดยจะติดตั้งอยู่ที่ผู้ใช้งาน และที่ชุมสายโทรศัพท์ ดังรูปที่ 4 ถ้ามีการใช้งานโทรศัพท์ สัญญาณโทรศัพท์จะถูกส่งผ่านสายทองแดงไปยังชุมสายโทรศัพท์ (Central Office) และส่งผ่านไปยังเครือข่ายโทรศัพท์สาธารณะ (PSTN: Public switch telephone network) เพื่อเชื่อมต่อไปยังเลขหมายปลายทางต่อไป ส่วนสัญญาณข้อมูล (DATA) จะถูกส่งผ่านไปยังอุปกรณ์ DSLAM เพื่อเชื่อมต่อกับ ISPs หรือเครือข่ายขององค์กร

นิยามอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง

นิยามบรอดแบรนด์ หรืออินเตอร์เน็ตความเร็วสูงมีกำหนดนิยามไว้หลากหลาย เช่น สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union: ITU) กำหนดนิยามบรอดแบรนด์ไว้ในเอกสาร ITU-T Recommendation I.1.1.3 ว่าคือความสามารถในการรับส่งข้อมูลที่ความเร็วที่สูงกว่าความเร็วในการรับส่งข้อมูลแบบ ISDN primary rate (1.5 Mbps หรือ 2 Mbps)

คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแห่งสหรัฐอเมริกา (Us Federal Communications Commission: FCC) กำหนดนิยามบรอดแบรนด์ไว้ว่า คือความสามารถในการรับส่งข้อมูลที่ความเร็วเกินกว่า 200 kbps ในช่วงโครงข่ายปลายทาง (last mile access network)

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Cooperation and Development: OECD) กำหนดนิยามของบรอดแบรนด์ว่า คือ ความสามรถในการรับส่งข้อมูลที่ความเร็วเกินกว่า 256 kbps ในทิศทาง downstream หรือจากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (Internet Service Provider) ไปสู่ผู้รับบริการ (end user) และเกินกว่า 128 kbps ในทิศทาง upstream หรือจากผู้รับบริการไปสู่ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต

VDSL คือ อะไร?

VDSL เป็นเทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลผ่านสายแบบดิจิตอลที่มีความเร็วสูงที่สุดในกลุ่ม DSL คือ สามารถทำความเร็วได้มากถึงกว่า 50 เม็กกะบิตต่อวินาที ในทางทฤษฎี

VDSL ย่อมาจาก Very High Speed Digital Subscriber Line หรือบางคนเรียกว่า Very High Bit Rate Digital Subscriber Line แต่ความหมายเดียวกัน พื้นที่ให้บริการห่างจากตู้ชุมสายไม่เกิน 1.5 กิโลเมตร จึงจะสามารถทำความเร็วได้สูงสุด หากระยะห่างออกไป ความเร็วในการรับส่งข้อมูลจะแปรผันลดลงตามระยะทางดังกล่าว

VDSL ย่อมาจาก Very High Speed Digital Subscriber Line หรือบางคนเรียกว่า Very High Bit Rate Digital Subscriber Line แต่ความหมายเดียวกัน พื้นที่ให้บริการห่างจากตู้ชุมสายไม่เกิน 1.5 กิโลเมตร จึงจะสามารถทำความเร็วได้สูงสุด หากระยะห่างออกไป ความเร็วในการรับส่งข้อมูลจะแปรผันลดลงตามระยะทางดังกล่าว

ส่วนหนึ่งของหลักการทำงานที่สำคัญของ VDSL สามารถประยุกต์ใช้งานในอุปกรณ์ที่เรียกว่า MSAN ได้

Multi-service access node (MSAN)

แอพพลิเคชั่นต่างๆ ล้วนแต่ต้องการ bandwidth ของการส่งข้อมูลค่อนข้างสูงอุปกรณ์multi service access node (MSAN) จึงเป็นหนึ่งในโซลูชั่น ที่บริษัท Telco (ศัพท์ในวงการโทรคมเรียก บริษัทโทรคมนาคม) ต่างๆ นํามาใช้ปรับปรุงโครงข่ายปลายทางของตนอุปกรณ์ MSAN ประกอบไปด้วย service card ที่สามารถเชื่อมต่อ (Interface) ได้หลากหลายรูปแบบบนอุปกรณ์MSAN ตัวเดียวกัน หรืออาจจะมองว่าเป็นการรวมระหว่างอุปกรณ์ DSLAM ซึ่งเน้นเฉพาะการให้ บริการข้อมูลความเร็วสูง (Broadband Data) เข้ากับอุปกรณ์ DLC (Digital Line Controller) ที่เน้นการให้บริการประเภทเสียง (Voice) เป็นหลัก รวมทั้งมีคุณสมบัติ (feature) ที่เป็น media gateway อีกด้วย ตัวอย่างการเชื่อมต่อ (interface) กับลูกค้าแยกตามประเภทธุรกิจและสื่อตัวนํามีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ลูกค้าประเภทที่อยู่อาศัย (Residential Triple Play)

บนสื่อที่เป็นสายทองแดง

• ADSL, ADSL2+

• Voice over IP (VoIP)

บนสื่อที่เป็นใยแก้วนําแสง

• Fiber to the home (FTTH)

• Ethernet over single fiber

ลูกค้าประเภทธุรกิจ (Business Metro Ethernet)

บนสื่อที่เป็นสายทองแดง

• ADSL2+, VDSL (Very high rate Digital Subscriber Line)

• SHDSL (Symmetry High Speed Digital Subscriber Line)

บนสื่อที่เป็นใยแก้วนําแสง

• Fiber to the business (FTTB)

• Ethernet over single fiber

• E1/T1 CESoIP (วงจรเช่า E1/T1 บนไอพีเทคโนโลยี)

ผู้ผลิตอุปกรณ์(vendor) หลายราย เริ่มมีการผลิตอุปกรณ? MSAN ออกมาจําหน่ายในตลาดอุปกรณ์โทรคมนาคม ตั้งแต่ปี 2004 ซึ่งอาจจะเรียกชื่อแตกต่างกันไปบ้างเช่น MSAN, MSAP, MALC (Multi Access Line Concentrator) IP DSLAM, Next-Gen DLC อาจจะมีรูปลักษณ์ภายนอกของอุปกรณ์แตกต่างกันบ้างแล้วแต่ยี่ห้อ อย่างไรก็ตามถ้าพิจารณาจากลักษณะการใช้งานแล้ว ก็จะใกล้เคียงกัน จะแตกต่างกันบ้างเพียงแค่ การ์ดเชื่อมต่อ (interface card) หรือจํานวนพอรท?ต่อสลอท (port/slot) ตัวอย่างอุปกรณ์MSANของยี่ห้อต่างๆ Allied Telesyn model 9700 (ผลิตภัณฑ์จากประเทศสหรัฐอเมริกา)

Control Module

• 24-port ADSL2+ Annex A/B

– video optimized

• 8-port ADSL2+ (integrated splitters)

• 16-port SHDSL

• 24-port POTS (VoIP)

• 10-port FE

• 10-port LX (dual long)

• 10-port FX (dual short)

• 10-port BX (single fibre)

• 10-port GE

• T1/E1 CES and nxT1/E1

ข้อมูลข้างต้นเป็น MSAN รุ่นใหญ่สําหรับติดตั้งที่ชุมสาย (max capacity 170 port) โดยมีรายละเอียดแต่ละ module ดังนี้

• Service module 17 slot - โดยทั่วไปแล้วสามารถเลือก plug card ได้หลายรูปแบบ

• Network module 2 slots - เพื่อทําการเชื่อมต่อ uplink ไปยัง Transport network

• Control module 1 slot - ไว้สําหรับทําการควบคุมและแจ้งเตือนเหตุ เสียของอุปกรณ์(EMS :Element Management System)

Service module

• เชื่อมต่อได้หลายมาตรฐาน เช่น ADSL, ADSL2+, VDSL, G.SHDSL, POTS เป็นต้น

• เชื่อมต่อมาตรฐาน Fast Ethernet (FE) 10/100 Mbpsได้ 10 พอร์ต/การ์ด อินเทอเฟสมีให้เลือกทั้งแบบ RJ-45 และแบบใยแก้วนําแสง (optical fiber) ซึ่งประกอบไปด้วย FX (2 km), LX (10 km), BX (10 km; single mode) ส่วนการจะเลือกใช้แบบใดนั้นขึ้นอยู่กับระยะห่างจากชุมสายไปยัง site ของลูกค้า

• เชื่อมต่อมาตรฐาน POTS ซึ่งการ์ดนี้ทําหน้าที่แปลงสัญญาณโทรศัพท์อนาล็อค ให้ใช้กับโครงข่าย VoIP ได้เสมือนเป็นโทรศัพท์ไอพี (IP Phone)

มาตรฐานและโปรโตคอล

• จัดประเภทความสําคัญของแต่ละแพกเกจ (Class of service; 802.1p) ได้4 ประเภท

• สามารถจัดประเภทของแต่ละแอพพลิเคชั่น โดยแบ่งเป็น VLAN ย่อยๆ ได้ โดยใช้โปรโตคอล 802.1q

• ทํา input rate limiting และ output rate shaping

• ทํา IP Multicasting โดยใช้โปรโตคอล IGMP Snooping ทําให้ช่วยประหยัด bandwidth

Allied Telesyn model 9400

สําหรับ MSAN รุ่นนี้ เป็นรุ่นที่เล็กลงมา (max. capacity 70 port) ซึ่งสามารถนําไปติดตั้งตามสถานีย่อย หรือตามอาคารชุดอยู่อาศัยได้ โดยมีรายละเอียดแต่ละ module ดังนี้

• 7 service module slots

• 2 network module slots

• 1 control module slots

ถ้าหากจะออกแบบโครงข่ายปลายทางให้เป็นแบบสถาปัตยกรรมแบบ Fiber to the curb (FTTC) ก็สามารถทําได้ โดยนําอุปกรณ์ MSAN รุ่นที่เป็นประเภท outdoor (ดังรูปที่ 4) ไปติดตั้งในเขตชุมชน (วางตามทางเท้า) หรือหน้าหมู่บ้านขนาดใหญ่เพื่อให้บริการลูกค้าภายในหมู่บ้านนั้นๆ โดยทั่วไปแล้วจะมีระยะใกล้กับลูกค้า (~1- 3 กม.) แล้วเชื่อมต่อวงจร uplink ด้วยสื่อสัญญาณ optical fiber ไปยังชุมสาย การเลือกใช้สถาปัตยกรรมแบบ FTTC นี้ จะถือว่าเป็นวิวัฒนาการอีกก้าวหนึ่งของโครงข่ายปลายทาง ซึ่งจากเดิมวงจรเชื่อมโยง จะต้องต่อเชื่อมสายทองแดงจาก line card ซึ่งติดตั้งอยู่ตามชุมสาย ไปยังบ้านผู้เช่าหรืออาคารสํานักงาน ซึ่งลูกค้าบางส่วนจะอยู่ห่างจากชุมสายเกินกว่า 5 กม. ทําให้คุณภาพของวงจรเชื่อมโยง ต่ำลง โดยจะแปรผันตามระยะทาง สภาพของสายทองแดง และความถี่รบกวนจากบรรยากาศภายนอก เป็นต้น

เนื่องจากเทคโนโลยี ADSL (downstream 8 Mb/s) และ ADSL 2+ (downstream 25 Mbps) จะทํางานได้เต็มประสิทธิภาพ ก็ต่อเมื่อระยะข่ายสายทองแดงไม่เกิน 3 กม. ดังนั้นการวางโครงข่ายแบบ FTTC จะทําให้คุณภาพของสัญญาณการให้บริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ADSL มีประสิทธิภาพสูงขึ้น (bit rate สูงขึ้น) ยิ่งไปกว่านั้นหากมีการพัฒนาต?อไป ก็จะกลายเป็นสถาปัตยกรรมแบบ Fiber to the home (FTTH) ได้

แนวทางการเชื่อมต่ออุปกรณ์MSAN เข้ากับโครงข่าย

การเชื่อมต่ออุปกรณ์MSAN เข้ากับโครงข่ายนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วยกัน ตัวอย่างเช่น การออกแบบสถาปัตยกรรมโครงข่าย (network architecture design) แอพพลิเคชั่นที่จะนํามาให้บริการ (service application) และโครงข่ายที่จะนํามาเชื่อมต่อ (existing network infrastructure) อย่างไรก็ตามถ้ามีการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ดี ก็จะทําให้โครงข่ายปลายทางสามารถรองรับทราฟฟิคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลให้อัตราการส่งข้อมูลมีความเร็วสูงขึ้นและมีเสถียรภาพ (stability) มากขึ้น สําหรับกรณีทั่วไป หากที่ Site มีอุปกรณ์ DLC remote terminal ติดตั้งอยู่ที่ site ปลายทางดังรูป เราสามารถนําอุปกรณ์ ADSL DSLAM ไปติดตั้งที่ site เดียวกัน (collocation) ได้โดยมี splitter ไปติดตั้งที่ตําแหน่งหลังจาก MDF เพื่อทําหน้าที่เป็นตัวแยกแถบความถี่ (band pass filter) ของเสียงกับข้อมูล ที่ถูกมอดูเลตผสมกันมาในสายทองแดงจากฝั่งลูกค้า โดยแถบความถี่ต่ำ (low pass band) ที่เป็นเสียงจะถูกแยกออกแล้วส่งให้กับชุมสายโดยผ่านอุปกรณ์ Central office Terminal (COT) ที่ฝั่งชุมสาย สําหรับแถบความถี่สูง (High pass band) ที่เป็นข้อมูลจะถูกแยกออก แล้วส่งต่อไปยังโครงข่ายข้อมูล (data network) โดยผ่านอุปกรณ์ router ที่ติดตั้งไว้ที่ชุมสายสําหรับอุปกรณ์ DSLAM นั้น มีวิวัฒนาการดังนี้ ATM DSLAM, Ethernet DSLAM, IP DSLAM ถ้าพิจารณาถึงการใช้งาน เกือบจะเหมือนกัน แต่ถ้าพิจารณาในด้านเทคนิคของฝั่งผู้ให้บริการแล้ว อุปกรณ์DSLAM แต่ละแบบนั้น จะมีข้อแตกต่างกันในด้านทราฟฟิคที่วิ่งอยู่ในโครงข่าย นั่นหมายถึงการใช้งานโครงข่าย (network utilization) แตกต่างกัน

ที่มา : http://www.marinerthai.com/sara_it/view.php?No=200808



องค์ความรู้ที่มีผู้อ่านมากสุด
รายละเอียดของระบบ e-Purchasing Online ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม
รายละเอียดของระบบ e-Purchasing Online ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม

โดย... Web Master (IT)

เรียนรู้เรื่อง เมนบอร์ด (Mainboard, mother board)
แผงวงจรหลัก เป็นหัวใจสำคัญที่สุดที่อยู่ภายในเครื่อง เมื่อเปิดฝาเครื่องออกมาจะเป็นแผงวงจรขนาดใหญ่วางนอนอยู่ นั่นคือส่วนที่เรียกว่า "เมนบอร์ด"

โดย... Web Master (IT)

AutoCAD คืออะไร
AutoCAD (Computer Aided Drefting/Dedign, CAD) เป็นซอฟต์แวร์ช่วยออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ ที่สามารถรองรับการทำงานทั้งใน 2 มิติ และ 3 มิติ

โดย... Web Master (IT)

ทำความรู้จักกับ IIG (International Internet Gateway ) & NIX(National Internet Exchange )
การใช้งานอินเตอร์เน็ตของเราทุกคน จำเป็นต้องผ่านระบบการให้ บริการของ IIG และ NIX เพราะว่า เป็นเหมือนเส้นทางหลักของศูนย์กลางโครงข่าย ของประเทศไทย ทั้งภายในและ ภายนอกประเทศ ที่จากเดิมเราจะทราบกันอยู่แล้วว่า บริการทั้งสองประเภทนี้จะมีผู้ให้บริการ แบบผูกขาดอยู่เพียงรายเดียวเท่านั้น คือ การสื่อสารแห่งประเทศไทย เพียงเท่านั้น แต่ ณ ปัจจุบันนี้ได้มีหน่วยงานที่เข้ามา กำกับดูแลในเรื่องของโทรคมนาคมของเมืองไทยอย่างเป็น รูปธรรมมากยิ่งขึ้น จึงก่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี และปัจจุบัน ทาง กทช. ผู้เป็นหน่วยงานหลัก ของ การกำกับดูแลได้เปิดอนุญาตให้กลุ่มบริษัทเอกชนทั่วไป สามารถขอรับใบอนุญาต การให้ บริการทั้งสองประเภทได้ เพื่อให้เกิดการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม และก่อให้ เกิดประโยชน์สูงสุด แก่ผู้บริโภคกันเลยละครับ

โดย... Web Master (IT)

ความรู้เรื่อง...การ์ดจอ
การ์ดจอ (Video Card) การ์ดแสดงผล หรือ กราฟฟิกการ์ด (Graphic card) เป็น แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ที่ทำหน้าที่ในการนำข้อมูลที่ได้จากการประมวลผลของซีพียูมาแสดงบนจอภาพ ทำให้ผู้ใช้ สามารถควบคุมการทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจอภาพจะเป็นส่วนที่รับข้อมูลจากการ์ดแสดงผลอีกทีหนึ่ง การ์ดกราฟฟิกทีได้รับความนิยมและใช้กันแพร่หลายในอยู่ปัจจุบัน เป็นการ์ดกราฟฟิกที่มี GPU เป็นตัวประมวลผล

โดย... Web Master (IT)

Windows XP Service Pack 3 Overview
ภาพรวม Windows XP Service Pack 3 จะประกอบด้วย security updates hotfix และ patch ต่างๆ ที่ไมโครซอฟท์ปล่อยหลังออก SP2 เป็นต้นมาไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงฟังก์ชั่นและการทำงานที่สำคัญ แต่จะอัพเดตองค์ประกอบต่างๆ อย่าง Microsoft Management Console (MMC) 3.0 และ Microsoft Core XML Services 6.0 (MSXML6) เป็นเวอร์ชั่นปัจจุบัน สิ่งที่น่าสนใจประการหนึ่งคือ ไมโครซอฟท์ไม่ได้รวมเอา Windows Internet Explorer 7 เข้ามาไว้ใน SP3 แต่จะใส่มาเฉพาะส่วนที่เป็นอัพเดตและ fix เท่านั้น คล้ายกับว่าไมโครซอฟท์ตั้งใจจะไม่บีบให้ลูกค้าต้องเปลี่ยนจาก IE6 มาใช้ IE7 ใครที่ต้องการอยู่กับ IE6 (ด้วยเหตุผลใดก็ตาม) ก็จะยังสามารถใช้ IE6 ได้ สำหรับใครที่เปลี่ยนไปเป็น IE7 แล้วจะมีอัพเดตมาให้เช่นเดียวกัน

โดย... Web Master (IT)

การประยุกต์ใช้ DATA WAREHOUSEING
มีการประมาณการณ์เอาไว้ว่า ถ้าไม่มีการนำเอาระบบ Data Warehouse มาประยุกต์ใช้ในองค์กร จะมีคน เพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่จะสามารถใช้งานระบบสารสนเทศได้ตามความต้องการ และนั่นก็คือจำนวนคนที่มีระดับความรู้ ทาง IT เพียงพอที่จะสร้าง Query ขึ้นด้วยตนเองเพื่อสนองความต้องการด้านข้อมูลของตน นอกจากนั้นแล้ว ระบบ EIS (Executive Information System) และ DSS (Decision Support System) ก็มักจะทำงานได้ไม่ตรงกับที่ต้องการ เพราะข้อมูล ดิบจากฐานข้อมูลประจำวันนั้น เข้าถึงยาก หรือไม่ก็ทำความเข้าใจได้ไม่ง่ายนัก ยิ่งไปกว่านั้น การอนุญาตให้ผู้ใช้ระดับสูง สามารถเข้าถึงและค้นหาฐานข้อมูลได้โดยตรงอาจจะส่งผลต่อประสิทธิภาพของงานข้อมูล รวมไปถึงความเป็นระเบียบ (Data Integrity) ของฐานข้อมูลด้วย

โดย... Web Master (IT)

นวัตกรรมรถบรรทุกขนาดใหญ่ B-double รถกึ่งพ่วงบรรทุกแบบพิเศษ
ในยุคที่ประสิทธิภาพและต้นทุนการขนส่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพัฒนาร่วมกันอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะเมื่อต้นทุนหลักของการขนส่งคือน้ำมันเชื้อเพลิงมีสัดส่วนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก๊าซธรรมชาติและไบโอดีเซลกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการขนส่งต้องศึกษาและพัฒนากองรถมาทดลองและใช้กันแน่นอน การพัฒนารถไฟและการขนส่งทางลำน้ำให้สามารถขนส่งสินค้าในเส้นทางหลักได้มากขึ้น มีบริการที่แน่นอนและสามารถเชื่อมต่อกับการขนส่งด้วยรถบรรทุกได้สะดวกรวดเร็ว เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายปรารถนา เพราะคาดหมายว่าจะทำให้การขนส่งได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าการขนส่งด้วยรถบรรทุก ประเด็นเรื่องการขนส่งในปริมาณมากๆ ต่อเที่ยว มักจะยกประเด็นในเรื่องการประหยัดพลังงาน การลดปริมาณมลพิษจากน้ำมัน และการประหยัดค่าจ้างแรงงานของพนักงานขับรถ โดยทั้งหมดคิดหารเฉลี่ยจากจำนวนหน่วยสินค้าและระยะทางขนส่งต่อเที่ยวนั้นๆ หลายครั้งที่รถบรรทุกถูกวางตำแหน่งให้ทำหน้าที่ขนส่งและกระจายสินค้าในระยะทางรัศมีสั้นๆ รอบๆ สถานีหรือต้นทางปลายทางที่เป็น hub

โดย... Web Master (IT)

เรียนรู้เรื่อง CPU
CPU (Central Processing Unit) หรือ โปรเซสเซอร์ (Processor) คือ ส่วนหนึ่งของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีหน้าที่ควบคุมกา รทำงานของส่วนอื่นๆ โดยทั่วไปแล้ว ซีพียูจะประกอบไปด้วย หน่วยควบคุม (Control Unit), หน่วยประมวลผลคณิตศาสตร์และตรรกศาสตร์ (Arithmetic and Logic Unit; ALU) และหน่วยความจำ ได้แก่ รีจีสเตอร์ (Register), แคช (Cache), แรม (RAM) และรอม (ROM)

โดย... Web Master (IT)

การเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ (Object Oriented Programming: OOP)
ในปัจจุบันภาษาในการเขียนโปรแกรมเพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศที่ใช้ในองค์กรธุรกิจ มีมากมายหลายภาษาให้เลือก การเรียนรู้ภาษาเขียนโปรแกรมหรือการมีความรู้ในหลาย ๆ ภาษาถือเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจำเป็นต้องเขียนโปรแกรมให้ได้ทุก ๆ ภาษา แต่สามารถเลือกบางภาษาที่เรามีความถนัดหรือเลือกที่จะเริ่มต้นกับภาษาใด ภาษาหนึ่งได้ ซึ่งการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุถือได้ว่าได้รับความนิยมในปัจจุบันรวมถึงแนวโน้มในอนาคต ซึ่ง Java ก็เป็นหนึ่งในการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ ที่มีพื้นฐานมาจากภาษา C และคิดว่าน่าจะเป็นอีกภาษาหนึ่งที่น่าศึกษาและน่าเรียนรู้ เพราะเทคโนโลยีของ Java ถือว่ากำลังร้อนแรงในแวดวงของ Software

โดย... Web Master (IT)