ข้อมูลองค์ความรู้โดย
Web Master (IT)
ตำแหน่ง อาจารย์

การใช้พลังงานกับอุตสาหกรรมเหล็ก

ประเภททางด้าน IT หลัก :   Data Management & Analysis
ประเภททางด้าน IT ย่อย :   Knowledge Management
  ลงข้อมูลเมื่อ 15:18:16 07/07/2010
  Page View (2485) แบ่งปัน

 

 

อุตสาหกรรมเหล็กเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานที่ยังมีปัญหาทางการแข่งขันกับต่างประเทศ ทั้งนี้เกิดขึ้นจากการขาดวัตถุดิบเบื้องต้น เช่น แร่เหล็ก (Iron Ore) และถ่านหินสำหรับการผลิตถ่านโค๊ก (Coal for Coke Making) การขาดการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า(Value added Products) การขาดการปรับปรุงกระบวนการเพื่อลดต้นทุน (Cost Reduced by Process Development) ซึ่งเมื่อพิจารณาต้นทุนการผลิตเหล็ก จะสามารถแบ่งออกได้เป็นสองแนวทางในการผลิตผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันดังนี้

1.การผลิตเหล็กจากแร่เหล็ก (BF-BOF Route) เริ่มกระบวนการผลิตจากการนำแร่เหล็กมาทำการถลุงด้วยเตาถลุงทรงสูง (Blast Furnace) ที่ใช้ถ่านโค๊กและถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงและใช้ในการเปลี่ยนสภาพจากแร่เหล็กในรูปเหล็กออกไซด์ให้เป็นโลหะหลอมเหลว (Molten Metal) ที่มีคาร์บอนร้อยละ 3.00 - 4.50 โดยน้ำหนัก จากนั้นจะผ่านกระบวนการต่อเนื่องในการลดคาร์บอนโดยใช้ออกซิเจนด้วยกระบวนการ Basic Oxygen Furnace (BOF) ซึ่งจะได้เหล็กกล้าหลอมเหลว (Molten Steel) ที่มีคาร์บอนร้อยละ 0.10 - 0.30 โดยน้ำหนัก แล้วทำการส่งผ่านสู่กระบวนการหล่อแบบต่อเนื่อง (Continuous Casting Machine) เพื่อทำการหล่อเป็นผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป ดังแสดงตามรูปที่ 1

 

 รูปที่ 1 : การผลิตเหล็กจากแร่เหล็ก

 

2.การผลิตเหล็กจากเศษเหล็ก (EAF Route) กระบวนผลิตเหล็กกล้าทั้งหมดในประเทศไทยเป็นกระบวนการ EAF ทั้งหมด โดยเริ่มจากการนำเศษเหล็ก (Steel Scrap) มาหลอมภายในเตาอาร์คไฟฟ้า (Electric Arc Furnace) ที่ใช้ไฟฟ้าเป็นพลังงานหลัก นอกจากนี้ยังมีพลังงานทางเคมีจากการรวมตัวของออกซิเจนกับคาร์บอนและจากการเผาไหม้ของก๊าซธรรมชาติ  ซึ่งทำให้ได้เหล็กกล้าหลอมเหลว (Molten Steel) และทำการส่งผ่านสู่กระบวนการหล่อแบบต่อเนื่อง (Continuous Casting Machine) เพื่อทำการหล่อเป็นผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป ดังแสดงตามรูปที่ 2

รูปที่ 2 : การผลิตเหล็กจากเศษเหล็ก

                ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปในปริมาณมาก ซึ่งมีรูปร่างเหมือนกันตามภาคตัดขวางจะใช้กระบวนการรีดร้อน (Hot rolled) โดยทำการอบเหล็กในเตาเผา (Reheating Furnace) ให้เหล็กมีอุณหภูมิประมาณ 1,100 – 1,250 องศาเซลเซียส แล้วทำการรีดลดขนาดของหน้าตัดโดยใช้มอเตอร์ขับลูกรีด ทำให้ขนาดของเหล็กลดและเปลี่ยนรูปร่างตามร่องรีด โดยจำนวนแท่นรีดจะเหมาะสมตามความต้องการในการแปรรูป ดังแสดงตามรูปที่ 3

รูปที่ 3 : กระบวนการรีดเหล็กแผ่น

                จากกระบวนการผลิตเหล็กข้างต้น เราสามารถจำแนกต้นทุนการผลิต (Operation Cost) ออกได้เป็นสามส่วนดังนี้

Ø     วัตถุดิบสำหรับกระบวนการ BF-BOF มีวัตถุดิบหลัก คือ แร่เหล็กในลักษณะต่างฯ และสารสร้างขี้ตะกรัน (Flux) โดยต้นทุนวัตถุดิบมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 55 ของต้นทุนการผลิต (Operation Coat) ขณะที่กระบวนการผลิต EAF มีวัตถุดิบหลักคือ เศษเหล็กในลักษณะต่างๆ เหล็กถลุง (Pig Iron) และสารสร้างขี้ตะกรัน (Flux) โดยต้นทุนวัตถุดิบมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 73 ของต้นทุนการผลิต  สำหรับต้นทุนวัตถุดิบในส่วนของโรงรีดร้อนมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 89 ของต้นทุนการผลิต

Ø     ต้นทุนพลังงาน (Energy Cost) สำหรับกระบวนการ BF-BOF จะอยู่ในรูปของ ถ่านโค๊ก ถ่านหิน และออกซิเจน ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 25 ของต้นทุนการผลิต  ขณะที่กระบวนการ EAF มีต้นทุนพลังงานที่ประมาณร้อยละ 17 ส่วนโรงรีดร้อนมีต้นทุนพลังงานที่ร้อยละ 4.6 ของต้นทุนการผลิต

Ø     ต้นทุนอื่นฯ  เช่น ต้นทุนวัสดุสิ้นเปลือง ค่าจ้างพนักงาน และอื่นฯ เป็นต้นทุนส่วนที่เหลือจากสองข้อแรก

ตารางที่ 1 : ประมาณการต้นทุนของผลิตภัณฑ์จากแต่ละกระบวนการ[1]

กระบวนการ

วัตถุดิบ

ผลิตภัณฑ์

ต้นทุนการผลิต(USD/Ton)

วัตถุดิบ

พลังงาน

อื่นๆ

%

USD/Ton

%

USD/Ton

%

USD/Ton

BF-BOF

Iron ore, Flux, Steel Scrap

(15% in BOF)

Slab, Billet, Bloom, Ingot, etc

170

55

94

25

43

20

33

EAF

Steel Scrap, Flux

Slab, Billet, Bloom, Ingot, etc

230

70

161

17

39

13

30

Rolling Mill

Slab, Billet, Bloom, Ingot

Hot-rolled Coil, Hot-rolled Bar, etc

260

89

231

5

13

6

16

หมายเหตุ : ต้นทุนการผลิตดังกล่าวไม่รวมต้นจากค่าเสื่อมราคาและต้นทุนจากดอกเบี้ย

                จากข้อมูลข้างต้นพบว่าราคาวัตถุดิบเป็นต้นทุนหลักของต้นทุนการผลิตเหล็ก และเป็นต้นทุนที่ไม่สามารถควบคุมได้ (Uncontrolled) โดยเป็นไปตามสภาวะความสมดุลของความต้องการ และปริมาณการผลิตผลิตภัณฑ์เหล็กในโลกหรืออ้างอิงตามตลาดโลก สำหรับต้นทุนในอันดับที่รองลง คือ ต้นทุนพลังงานซึ่งในกระบวนการ EAF ประมาณ 35 – 45 USD/Ton  และสำหรับโรงรีดร้อนประมาณ 10 – 15 USD/Ton

การใช้พลังงานในการผลิตเหล็กสำหรับในประเทศที่เจริญแล้ว จะมีข้อตกลงร่วมกันเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (เช่น CO2,SOX) ที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนขึ้น โดยมีการตรวจประเมินการใช้พลังงาน (Energy Audit) ในการผลิตเหล็กหนึ่งตันในแต่ละกระบวนการ (Energy Intensive) เพื่อลดพลังงานที่ใช้ในการผลิตเหล็ก และเป็นการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์ลง สำหรับในประเทศไทยมีหน่วยงานในระดับโลกและระดับประเทศหลายหน่วยงานเข้ามาให้การสนับสนุนโรงงานในประเทศเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในการผลิต ซึ่งผลตอบแทนโดยตรงกับทางโรงงานที่สามารถลดปริมาณการใช้พลังงานได้ มีดังนี้ คือ

- สามารถลดต้นทุนการใช้พลังงานต่อหน่วยผลิตภัณฑ์

- ช่วยเพิ่มผลผลิต ในกรณีอัตราการจ่ายพลังงานเป็นตัวกำหนดผลผลิต

- ลดปัญหาสิ่งแวดล้อมในโรงงานและบริเวณรอบข้าง

สำหรับอุปสรรคในการพัฒนาการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมาจาก ข้อจำกัดด้านเงินลงทุน ความคุ้มทุน ระยะเวลาที่นาน และความพร้อมในการตรวจประเมินพลังงาน และความเชื่อที่ว่าปัจจุบันมีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว

การพิจารณาถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพต้องทำการแปรค่าของเชื้อเพลิงและพลังงานในรูปต่างให้อยู่ในหน่วยเดียวกันก่อน (ในที่นี้จะใช้หน่วยจูลล์ตาม ตารางที่ 2)

สำหรับหลักการแปลงหน่วยพลังงานจะอ้างอิงตามแหล่งกำเนิดของพลังงาน โดยพลังงานของเชื้อเพลิง คือ พลังงานในตัวของเชื้อเพลิง (Heat Content) รวมกับพลังงานที่ใช้ในการจัดหาพลังงานนั้นๆ เช่น ในกรณีของพลังงานไฟฟ้าถ้าแปลงค่าโดยตรงจะพบว่าค่าพลังงานไฟฟ้า 1 Kwh เท่ากับ 3.6 MJ แต่เมื่อพิจารณาจากแหล่งกำเนิดโดยให้การผลิตไฟฟ้าผลิตจากเครื่องผลิตไฟฟ้าที่ต้องใช้ถ่านหินเป็นพลังงาน และมีประสิทธิภาพประมาณร้อยละ 30 จะทำให้ค่าพลังงานไฟฟ้ามีสูงถึง 11.07 MJ  (ค่าการแปลงหน่วยตารางที่ 2 อ้างอิงตามรายงาน Energy use in The Steel Industry : An Historical perspective and Future Opportunities September 2000)

การจัดทำข้อมูลการใช้พลังงานของโรงงานซึ่งต่อไปจะเรียกว่าบัญชีพลังงาน (Energy Account) เริ่มจากการรวบรวมข้อมูลการใช้พลังงานในแต่ละกระบวนการ ตามตัวอย่างที่แสดงในตารางที่ 3 ข้อมูลการใช้พลังงานแยกตามกระบวนการ

เชื้อเพลิง

มูลค่า

หน่วย

ถ่านหิน (Coal)

28.99

MJ/Kg

ก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas)

37.24

MJ/m3

ไฟฟ้า (Electricity)

11.07

MJ/kwh

ออกซิเจน (Oxygen)

6.52

MJ/Nm3

 

กระบวนการ

 

เชื้อเพลิง (Unit per ton)

ไฟฟ้า

ถ่านหิน

ออกซิเจน

ก๊าซธรรมชาติ

Kwh

Kg

Nm3

Nm3

EAF

392

16

38

9

LHF

40

0

0

0

Continuous casting

34

0

0

0

Auxiliary

100

0

0

0

Reheating Furnace

0.28

0

0

56.5

Rolling Mill

5.5

0

0

0

รวมทั้งหมด

572

16

38

66

ทำการแปลงพลังงานที่ใช้ให้อยู่ในรูปเดียวกันโดยการคูณกับค่าตาม ตารางการที่ 2 บวกรวมเข้าเป็นพลังงานรวมที่ต้องใช้ในแต่ละกระบวนการและต่อการผลิตเหล็กหนึ่งตันตาม จะได้ตามตารางที่ 4

Process

เชื้อเพลิง (Unit per ton)

Total (MJ)

ไฟฟ้า

ถ่านหิน

ออกซิเจน

ก๊าซธรรมชาติ

Kwh

MJ

Kg

MJ

Nm3

MJ

Nm3

MJ

EAF

392

4,338

16

464

38

248

9

335

5,385

LHF

40

443

0

0

0

0

0

0

443

Concast

34

376

0

0

0

0

0

0

376

Auxiliary

100

1,107

0

0

0

0

0

0

1,107

Reheating Furnace

0

3

0

0

0

0

57

2,104

2,107

Rolling Mill

6

61

0

0

0

0

0

0

61

รวมทั้งหมด

572

6,328

16

464

38

248

66

2,439

9,479

การจัดทำบัญชีพลังงานเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นของโรงงานที่จำเป็น เพื่อการประเมินประสิทธิภาพการใช้พลังงาน สำหรับขั้นตอนต่อไปในการพัฒนาประสิทธิภาพการใช้พลังงานจะประกอบด้วยขั้นตอน ได้แก่

1.       การหาค่าอ้างอิง (Bench Mark) จากโรงงานที่มีความเหมือนกันทั้งด้านเครื่องจักร วัตถุดิบ และพลังงานแยกตามกระบวนการ เพื่อทำการเปรียบเทียบหาตำแหน่งที่ควรทำการปรับปรุง (Identified Development Projects)

2.       การรวบรวมข้อมูลงานพัฒนาในอดีต (Literature Survey) เพื่อพิจารณาหากรณีตัวอย่าง และความเป็นไปได้ทางเทคนิคในการปรับปรุงการใช้พลังงานให้ประสิทธิภาพมากขึ้น

3.       จัดทำงบประมาณโครงการ (Projects Budgets) รวบรวมข้อมูลซึ่งประกอบด้วย ข้อมูลทางวิศวกรรม แบบเครื่องจักร ราคาเครื่องจักร และค่าใช้จ่ายอื่นฯ เพื่อหางบประมาณในการลงทุน

4.       การเปรียบเทียบโครงการ (Projects Evaluate) ที่ได้จากข้อมูลต่างๆ ที่ได้คำนวณ และรวบรวมขึ้นมา ได้แก่ พลังงานที่ลดลงต่องบประมาณ    มูลค่าผลตอบแทนสุทธิของโครงการ (Cash Flow Net Present Value) หรือร้อยละผลตอบแทนการลงทุนรายปี(Internal Rate of Return)   หรือระยะเวลาในการคืนทุน (Payback Period)

5.       จัดทำรายงานความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Study Report) จัดทำรายงานความเป็นไปได้จากข้อมูลข้างต้นเพื่อนำเสนอเพื่อการตัดสินใจ

สำหรับโรงงานที่มีความต้องการในการพัฒนาประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ในปัจจุบันมีหลายหน่วยงานที่ให้คำปรึกษา โดยบ้างหน่วยงานได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐหรือหน่วยงานระดับโลกทำให้ค่าจ้างในการให้คำปรึกษาไม่สูงนัก รวมทั้งจะมีที่ปรึกษาในระดับโลกที่มีประสบการณ์ในการดำเนินโครงการเข้ารวมในการประเมิน (Assessment) และให้คำปรึกษาด้วย ทำให้โครงการดังกล่าวมีความเป็นไปได้มากขึ้น ระยะเวลาโครงการลดลง และมีต้นทุนต่ำลง นับว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับโรงงานที่มีความตื่นตัวในการพัฒนาที่เกิดผลดีทั้งในแง่ต้นทุน ผลผลิต และรักษาสภาวะแวดล้อมไปพร้อมกัน



องค์ความรู้ที่มีผู้อ่านมากสุด
เรียนรู้เรื่อง เมนบอร์ด (Mainboard, mother board)
แผงวงจรหลัก เป็นหัวใจสำคัญที่สุดที่อยู่ภายในเครื่อง เมื่อเปิดฝาเครื่องออกมาจะเป็นแผงวงจรขนาดใหญ่วางนอนอยู่ นั่นคือส่วนที่เรียกว่า "เมนบอร์ด"

โดย... Web Master (IT)

รายละเอียดของระบบ e-Purchasing Online ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม
รายละเอียดของระบบ e-Purchasing Online ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม

โดย... Web Master (IT)

AutoCAD คืออะไร
AutoCAD (Computer Aided Drefting/Dedign, CAD) เป็นซอฟต์แวร์ช่วยออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ ที่สามารถรองรับการทำงานทั้งใน 2 มิติ และ 3 มิติ

โดย... Web Master (IT)

ทำความรู้จักกับ IIG (International Internet Gateway ) & NIX(National Internet Exchange )
การใช้งานอินเตอร์เน็ตของเราทุกคน จำเป็นต้องผ่านระบบการให้ บริการของ IIG และ NIX เพราะว่า เป็นเหมือนเส้นทางหลักของศูนย์กลางโครงข่าย ของประเทศไทย ทั้งภายในและ ภายนอกประเทศ ที่จากเดิมเราจะทราบกันอยู่แล้วว่า บริการทั้งสองประเภทนี้จะมีผู้ให้บริการ แบบผูกขาดอยู่เพียงรายเดียวเท่านั้น คือ การสื่อสารแห่งประเทศไทย เพียงเท่านั้น แต่ ณ ปัจจุบันนี้ได้มีหน่วยงานที่เข้ามา กำกับดูแลในเรื่องของโทรคมนาคมของเมืองไทยอย่างเป็น รูปธรรมมากยิ่งขึ้น จึงก่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี และปัจจุบัน ทาง กทช. ผู้เป็นหน่วยงานหลัก ของ การกำกับดูแลได้เปิดอนุญาตให้กลุ่มบริษัทเอกชนทั่วไป สามารถขอรับใบอนุญาต การให้ บริการทั้งสองประเภทได้ เพื่อให้เกิดการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม และก่อให้ เกิดประโยชน์สูงสุด แก่ผู้บริโภคกันเลยละครับ

โดย... Web Master (IT)

ความรู้เรื่อง...การ์ดจอ
การ์ดจอ (Video Card) การ์ดแสดงผล หรือ กราฟฟิกการ์ด (Graphic card) เป็น แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ที่ทำหน้าที่ในการนำข้อมูลที่ได้จากการประมวลผลของซีพียูมาแสดงบนจอภาพ ทำให้ผู้ใช้ สามารถควบคุมการทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจอภาพจะเป็นส่วนที่รับข้อมูลจากการ์ดแสดงผลอีกทีหนึ่ง การ์ดกราฟฟิกทีได้รับความนิยมและใช้กันแพร่หลายในอยู่ปัจจุบัน เป็นการ์ดกราฟฟิกที่มี GPU เป็นตัวประมวลผล

โดย... Web Master (IT)

Windows XP Service Pack 3 Overview
ภาพรวม Windows XP Service Pack 3 จะประกอบด้วย security updates hotfix และ patch ต่างๆ ที่ไมโครซอฟท์ปล่อยหลังออก SP2 เป็นต้นมาไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงฟังก์ชั่นและการทำงานที่สำคัญ แต่จะอัพเดตองค์ประกอบต่างๆ อย่าง Microsoft Management Console (MMC) 3.0 และ Microsoft Core XML Services 6.0 (MSXML6) เป็นเวอร์ชั่นปัจจุบัน สิ่งที่น่าสนใจประการหนึ่งคือ ไมโครซอฟท์ไม่ได้รวมเอา Windows Internet Explorer 7 เข้ามาไว้ใน SP3 แต่จะใส่มาเฉพาะส่วนที่เป็นอัพเดตและ fix เท่านั้น คล้ายกับว่าไมโครซอฟท์ตั้งใจจะไม่บีบให้ลูกค้าต้องเปลี่ยนจาก IE6 มาใช้ IE7 ใครที่ต้องการอยู่กับ IE6 (ด้วยเหตุผลใดก็ตาม) ก็จะยังสามารถใช้ IE6 ได้ สำหรับใครที่เปลี่ยนไปเป็น IE7 แล้วจะมีอัพเดตมาให้เช่นเดียวกัน

โดย... Web Master (IT)

นวัตกรรมรถบรรทุกขนาดใหญ่ B-double รถกึ่งพ่วงบรรทุกแบบพิเศษ
ในยุคที่ประสิทธิภาพและต้นทุนการขนส่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพัฒนาร่วมกันอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะเมื่อต้นทุนหลักของการขนส่งคือน้ำมันเชื้อเพลิงมีสัดส่วนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก๊าซธรรมชาติและไบโอดีเซลกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการขนส่งต้องศึกษาและพัฒนากองรถมาทดลองและใช้กันแน่นอน การพัฒนารถไฟและการขนส่งทางลำน้ำให้สามารถขนส่งสินค้าในเส้นทางหลักได้มากขึ้น มีบริการที่แน่นอนและสามารถเชื่อมต่อกับการขนส่งด้วยรถบรรทุกได้สะดวกรวดเร็ว เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายปรารถนา เพราะคาดหมายว่าจะทำให้การขนส่งได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าการขนส่งด้วยรถบรรทุก ประเด็นเรื่องการขนส่งในปริมาณมากๆ ต่อเที่ยว มักจะยกประเด็นในเรื่องการประหยัดพลังงาน การลดปริมาณมลพิษจากน้ำมัน และการประหยัดค่าจ้างแรงงานของพนักงานขับรถ โดยทั้งหมดคิดหารเฉลี่ยจากจำนวนหน่วยสินค้าและระยะทางขนส่งต่อเที่ยวนั้นๆ หลายครั้งที่รถบรรทุกถูกวางตำแหน่งให้ทำหน้าที่ขนส่งและกระจายสินค้าในระยะทางรัศมีสั้นๆ รอบๆ สถานีหรือต้นทางปลายทางที่เป็น hub

โดย... Web Master (IT)

การประยุกต์ใช้ DATA WAREHOUSEING
มีการประมาณการณ์เอาไว้ว่า ถ้าไม่มีการนำเอาระบบ Data Warehouse มาประยุกต์ใช้ในองค์กร จะมีคน เพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่จะสามารถใช้งานระบบสารสนเทศได้ตามความต้องการ และนั่นก็คือจำนวนคนที่มีระดับความรู้ ทาง IT เพียงพอที่จะสร้าง Query ขึ้นด้วยตนเองเพื่อสนองความต้องการด้านข้อมูลของตน นอกจากนั้นแล้ว ระบบ EIS (Executive Information System) และ DSS (Decision Support System) ก็มักจะทำงานได้ไม่ตรงกับที่ต้องการ เพราะข้อมูล ดิบจากฐานข้อมูลประจำวันนั้น เข้าถึงยาก หรือไม่ก็ทำความเข้าใจได้ไม่ง่ายนัก ยิ่งไปกว่านั้น การอนุญาตให้ผู้ใช้ระดับสูง สามารถเข้าถึงและค้นหาฐานข้อมูลได้โดยตรงอาจจะส่งผลต่อประสิทธิภาพของงานข้อมูล รวมไปถึงความเป็นระเบียบ (Data Integrity) ของฐานข้อมูลด้วย

โดย... Web Master (IT)

เรียนรู้เรื่อง CPU
CPU (Central Processing Unit) หรือ โปรเซสเซอร์ (Processor) คือ ส่วนหนึ่งของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีหน้าที่ควบคุมกา รทำงานของส่วนอื่นๆ โดยทั่วไปแล้ว ซีพียูจะประกอบไปด้วย หน่วยควบคุม (Control Unit), หน่วยประมวลผลคณิตศาสตร์และตรรกศาสตร์ (Arithmetic and Logic Unit; ALU) และหน่วยความจำ ได้แก่ รีจีสเตอร์ (Register), แคช (Cache), แรม (RAM) และรอม (ROM)

โดย... Web Master (IT)

การเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ (Object Oriented Programming: OOP)
ในปัจจุบันภาษาในการเขียนโปรแกรมเพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศที่ใช้ในองค์กรธุรกิจ มีมากมายหลายภาษาให้เลือก การเรียนรู้ภาษาเขียนโปรแกรมหรือการมีความรู้ในหลาย ๆ ภาษาถือเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจำเป็นต้องเขียนโปรแกรมให้ได้ทุก ๆ ภาษา แต่สามารถเลือกบางภาษาที่เรามีความถนัดหรือเลือกที่จะเริ่มต้นกับภาษาใด ภาษาหนึ่งได้ ซึ่งการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุถือได้ว่าได้รับความนิยมในปัจจุบันรวมถึงแนวโน้มในอนาคต ซึ่ง Java ก็เป็นหนึ่งในการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ ที่มีพื้นฐานมาจากภาษา C และคิดว่าน่าจะเป็นอีกภาษาหนึ่งที่น่าศึกษาและน่าเรียนรู้ เพราะเทคโนโลยีของ Java ถือว่ากำลังร้อนแรงในแวดวงของ Software

โดย... Web Master (IT)