ข้อมูลองค์ความรู้โดย
วิไลวรรณ กุสุมาลย์
ตำแหน่ง ผู้จัดการ

:: VIDEO CONFERRANCE ::

ประเภททางด้าน IT หลัก :   Hardware
ประเภททางด้าน IT ย่อย :   IP Camera
  ลงข้อมูลเมื่อ 19:46:26 20/03/2013
  Page View (1871) แบ่งปัน

Video Conference System เป็น การติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่อยู่ต่างสถานที่กันได้ทั้งภาพ เสียง และข้อมูลในเวลาเดียวกัน
ประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้ Video Conference System
ในการนำระบบ Video Conference เข้ามาใช้ในธุรกิจนั้นช่วยให้เกิดประโยชน์ต่าง ๆ ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยทางตรง คือ สามารถวัดผลที่ได้ออกมาในรูปของตัวเงิน คือเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ส่วนในทางอ้อมนั้นวัดเป็นรูปตัวเงินได้ยาก เช่น ช่วยให้ประหยัดเวลา ช่วยอำนวยความสะดวก ช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง ดังสามารถสรุปประโยชน์ที่ได้เป็นดังนี้
  1. ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากที่ต่าง ๆ เพื่อมาประชุม, อบรม
  2. สามารถทำการประชุมเพื่อวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา และตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
  3. ทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์กรมากขึ้น
  4. ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการเดินทาง
มาตรฐานสำหรับระบบ Video Conference System
เพื่อให้ระบบวีดีโอคอนร์เฟอร์เรนซ์ มีมาตรฐานและสามารถทำงานร่วมกันได้ ITU-T ซึ่งเป็นองค์การด้านโทรคมนาคมสากล ได้กำหนดมาตรฐานระบบการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ (Videoconferancing System) เพื่อนำไปใช้ในเครือข่ายข้อมูลแบบต่าง ๆ โดยแบ่งออกเป็น 4 หมวดหลัก ๆ ได้แก่
  1. H.320 เป็นมาตรฐานที่ใช้ในเครือข่าย WAN มีความเหมาะสมในการใช้เชิงธุรกิจ รองรับเครือข่ายได้หลายประเภท เช่น ISDN (Intergrated Service Digital Network) Leased Line รวมทั้งวงจรเช่าอื่น ๆ (satellite,microwave) มาตรฐาน H.320 นี้เป็นที่นิยมใช้โดยทั่วไป เนื่องจากให้คุณภาพในระดับที่ดีง่ายต่อการติดต่อ อีกทั้งค่าใช้จ่ายก็ไม่สูง โดยเฉพาะเมื่อใช้กับเครือข่าย ISDN
  2. H.321 และ H.310 เป็นมาตรฐานที่รองรับระบบเครือข่าย ATM เพื่อให้ได้คุณภาพของภาพและเสียงในระดับสูงสุด โดยทั่วไปจะใช้ในอาคารหรือใน Campus เดียวกัน
  3. H.323 เป็นมาตรฐานที่ใช้ในเครือข่าย LAN หรือ WAN ที่ส่งข้อมูลโดยใช้ IP Protocol เป็นหลักมีคุณภาพในระดับเดียวกับ H.320 มาตรฐานนี้มีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
  4. H.324 เป็นมาตรฐานที่ใช้ในเครือข่ายโทรศัพท์ (POTS : Plain Old Telephone System) มีคุณภาพ ค่อนข้างต่ำ ไม่เหมาะสมที่จะนำไปใช้ในเชิงธุรกิจ
ที่กล่าวมาแล้วนั้นเป็นการกล่าวถึงมาตรฐานทางด้านทางด้านเครือข่าย ในระบบ VideoConferance ยังประกอบด้วยมาตรฐานทางด้านภาพ (Video) และเสียง (Audio) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
 
มาตรฐานด้านภาพ
  1. การบีบอัดข้อมูลภาพ ประกอบด้วย 2 มาตรฐานหลัก ได้แก่ H.261 และ H.263 (H.263+ หรือ H.263 V2) H.263 เป็นมาตรฐานที่ออกมาภายหลัง เพื่อปรับปรุงให้สามารถบีบอัดสัญญาณภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่ใช้ Bandwidth น้อยลง
  2. ขนาดของภาพ โดยทั่วไปในระบบ Videconferance จะมีวิธีการสร้างภาพอยู่ 2 วิธี คือ FCIF หรือ CIF และ QCF ซึ่งขนาดของภาพที่ปรากฎบนจอภาพจะมีขนาดเท่ากัน แต่จะมีความละเอียดแตกต่างกัน โดยภาพแบบ FCIF จะมีความละเอียดกว่า เพราะมีจุดที่ประกอบเป็นรูปภาพ 352ด288 จุด ในขณะที่ภาพแบบ QIF จะมีจุดที่ประกอบเป็นรูปภาพเสียง 176ด144 จุด (ขนาดของภาพเมื่อเปรียบเทียบจากปริมาณของจุดจะเท่ากับ 1/4 ของ FCIF)
    นอกจากนี้ ล่าสุดทางบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ Videoconferance ได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ทำให้ระบบ Videconferanceสามารถรองรับความละเอียดทางด้านภาพได้สูงสุดในระดับ XGA (1024ด768) ทำให้ภาพที่ได้มีความละเอียดและคมชัดมากกว่ามาตรฐานทั่วไป
  3. ความเร็วในการสร้างภาพ (Frame Rate) คือจำนวนภาพที่ปรากฏบนหน้าจอใน 1 วินาที ซึ่งหากมีจำนวนภาพ ยิ่งมาก ก็จะทำให้คุณภาพของภาพเคลื่อนไหวที่ปรากฎเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่กระตุกในระบบ Videoconfrance จะใช้อยู่ 2 ระดับ คือ 15 ภาพต่อวินาที (15 frame/sec หรือ fps) และ 30 ภาพต่อวินาที (30 frame/sec) โดยภาพที่มี frame rate สูง ก็จำเป็นที่จะต้องใช้ Bandwidth สูงตามไปด้วย ซึ่งที่ 30 fps จะใช้ Bandwdith อย่างต่ำ 384 Kbps อย่างไรก็ตาม ด้วยความเทคโนโลยี่ของทางบริษัทผู้ผลิตบางราย ซึ่งได้ทำการศึกษาค้นคว้าวิจัย และพัฒนาจนสามารถส่งภาพที่ความเร็ว 30 fps โดยใช้ Bandwidth เพียง 256 Kbps ได้
 
มาตรฐานด้านเสียง
  1. Narrowband เป็นคุณภาพของเสียงในระดับเสียงจากเครื่องโทรศัพท์ มีความถี่อยู่ในช่วง 300-3.4 
    KHz ซึ่งมีมาตรฐานที่อยู่ในย่านนี้ดังนี้
    มาตรฐาน Bandwidth ที่ใช้
    G.711 64 Kbps
    G.728 16 Kbps
  2. Wideband คุณภาพเสียงที่ได้เหนือกว่า Narrowband มีความถี่อยู่ในช่วง 300 - 7 KHz ทำให้
    คุณภาพเสียงที่ได้สดใส ชัดเจนกว่า มาตรฐานที่อยู่ในย่านนี้ได้แก่
    มาตรฐาน Bandwidth ที่ใช้
    G.722 48 หรือ 56 Kbps
    PT724 24 Kbps
    PT716 16,24 หรือ 32 Kbps
    G.722.1 16,24 หรือ 32 Kbps
  3. Super Wideband เป็นมาตรฐานใหม่ ที่มีคุณภาพเสียงดีที่สุดโดยมีความถี่ทางด้านความถี่สูง สูงถึง 14 KHz ทำให้คุณภาพเสียงที่ได้มีคุณภาพเทียบเท่าเสียงที่ได้จากเครื่องเล่น CD

 

นอกจากนี้ ยังมีมาตรฐานที่ใช้ในการแชร์ข้อมูลระหว่างการประชุม คือ มาตรฐาน T.120 ซึ่งสามารถทำการรับส่งแฟ้มข้อมูล (File Transferring), การใช้ แอพลิเคชั่นร่วมกัน (application Sharing), การส่งข้อความระหว่างกัน (massage), การควบคุมระยะไกล (remote controlling), การใช้คลิบบอร์ดร่วมกัน (shared clipboard)
 
ที่มา : http://www.thaipresentation.com


องค์ความรู้ที่มีผู้อ่านมากสุด
ไฟล์เสียงที่ใช้ใน Flash
Flash สามารถ Import เสียงได้หลายนามสกุล WAV Sound (*.wav), Mp3 Sound (*.mp3), AIFF Sound (*.aif), Sun Au (*.au) ทั้งนี้การนำเสียงมาใช้กับ Flash Movie ของเราต้องคำนึงถึงความเหมาะสมด้วย เช่น หากเราจะใช้เสียงประกอบในเว็บไซต์ เราก็ไม่ควรใช้เสียงที่มีขนาดใหญ่มากเพราะจะทำให้ Flash Movie ที่ได้มีขนาดใหญ่เป็นผลให้ผู้ใช้ต้องเสียเวลาโหลดนาน เป็นต้น นอกจากนั้นไฟล์เสียงยังใช้หน่วยความจำภายในเครื่องพอสมควร และเราต้องคำนึงถึงพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ด้วย

โดย... วิไลวรรณ กุสุมาลย์

พื้นฐานการใช้โปรแกรม Flash
พื้นฐานการใช้โปรแกรม Flash

โดย... วิไลวรรณ กุสุมาลย์

การจัดและตกแต่งข้อความ
การใช้ข้อความใน Dreamweaver 8 สามารถเหมือนโปรแกรมที่เกี่ยวกับงานเอกสาร

โดย... วิไลวรรณ กุสุมาลย์

ลบพื้นหลังออก
ลบพื้นหลังออกภาพถ่าย

โดย... วิไลวรรณ กุสุมาลย์

หลักการพื้นฐานการสร้าง Animation
การสร้างภาพเคลื่อนไหวใน Flash ก็เหมือนกับเรากำกับละครเรื่องหนึ่ง ซึ่งคงจะต้องแบ่งออกเป็นแต่ละฉาก เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมดูแล ซึ่ง Scene เองก็เปรียบเสมือนกับฉากหนึ่งฉากที่เราสามารถนำมาประกอบเป็น Flash Movie ได้

โดย... วิไลวรรณ กุสุมาลย์